|
พระเจ้าทรงเรียกร้องความจงรักภักดีอย่างสมบูรณ์..  โทษของการกราบไหว้รูปเคารพ...
เราจะทำโทษนางเนื่องในวันเทศกาลเลี้ยงพระบาอัล เมื่อนางเผาเครื่องหอมบูชานั้น แล้วก็แต่งกายของนางด้วยแหวน และทองรูปพรรณ และติดตามบรรดาคนรักของนางไป และลืมเราเสีย..... พระเจ้าตรัสดังนี้แหละ.." ..โฮเชยา2.13.. แม้ว่าจะมีพระเจ้าเพียงองค์เดียว และมีความเชื่อที่ถูกต้องแท้จริงเพียงความเชื่อเดียว ดังที่สอนไว่ในพระคัมภีร์ แต่โลกของเราได้ละทิ้งความเชื่อที่แท้เสีย..( รม1.18-25 ) กลับไปมีศานามากมาย..และมักจะรวมศาสนาต่างๆเข้าด้วยกัน..สิ่งนี้มีมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว..และยังคงมีอยู่แม้จนบัดนี้..เมื่อแง่มุมต่างๆของศาสนาหนึ่งถูกซึมซับเข้ากับอีกศาสนาหนึ่ง ทั้งสองศาสนาก็จะเปลี่ยนแปรไป...อันที่จริงแนวโน้มอย่างนี้ได้ฟื้นฟูขึ้นอย่างน่าตื่นใจในสมัยของเรา ..ผ่านการแสวงหาทางวิชาการเพื่อให้เกิดเอกภาพขั้นอุตมะของศาสนาต่างๆ..และการผสมผสานแนวความคิดตะวันออก กับ ตะวันตก อันเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย ผลที่ตามมาคือสิ่งที่เรียกว่า..ลัทธิยุคใหม่.. แรงกดดันในด้านนี้มิใช่สิ่งใหม่ เพราะครั้นเมื่ออิสราเอลเข้าครอบครองดินแดนคานาอันแล้ว ก็ถูกทดลองอยู่ตลอดเวลา ให้ซึมซับเอาการกราบไหว้เทพเจ้า และ เทพธิดา แห่งความสมบูรณ์เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของการนมัสการ..ยาห์เวห์..และให้ทำรูปของ..ยาห์เวห์เองขึ้นมา..ซึ่งทั้งสองประการนี้พระบัญญัติได้ห้ามไว้ ( อพย20.3-6 )...ประเด็นในด้านจิตวิญญาณนั้นอยู่ตรงที่ว่า ชาวอิสราเอลจะจดจำได้หรือไม่ว่า..ยาห์เวห์..พระเจ้าแห่งพันธสัญญาของพวกเขานั้น ทรงเป็นทุกอย่างที่เพียงพอแล้วสำหรับพวกเขา ...และยิ่งกว่านั้นทรงเรียกร้องให้พวกเขาจงรักภักดีต่อพระองค์เพียงผู้เดียว... ฉะนั้น...การกราบไหว้นมัสการพระอื่นๆจึงเป็นการ..ล่วงประเวณีฝ่ายจิตวิญญาณ..(ดู. ยรม 3. , อสค 16 , ฮชย 2 ) ...ส่วนใหญ่แล้วชนชาติ..อิสราเองมักล้มเหลว..เมื่อถูกทดสอบในเรื่องนี้.. พระคัมภีร์เข้มงวดในเรื่องความชั่วร้าย..ของการกราบไหว้รูปเคารพมาก..โดยยืนยันว่ารูปเคารพเป็นแต่สิ่งหลอกลวง.ที่ไร้ตัวตน..และไร้ความหมาย ( สดด 115.4-7, อสย 44.9-20 ) ...ที่ได้แต่ทำให้พวกที่กราบไหว้..ตกเป็นทาสในการถือโชคลาง และไสยศาสตร์อย่างมืดบอด (อสย 44.20 ) ซึ่งถือว่าเป็นการไม่ซื่อสัตย์ต่อพระเจ้า (ยรม.2 )และ อ.เปาโลได้เสริมว่า..มารทำงานผ่านรูปเคารพ โดยทำให้สิ่งเหล่านี้เป็น..ภัยอันตรายที่คุกคามฝ่ายจิตวิญญาณ ...การเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย..ก็รังแต่จะก่อให้เกิดความเสื่อมทราม..( 1คร 8.4-6, 1 คร 10.19-21)..ในวัฒนธรรมตะวันตกยุคหลังสมัยคริสเตียน..ซึ่งผู้คนพยายามเติมความว่างเปล่าฝ่ายจิตวิญญาณ โดยมองการ รวมศาสนา ..การใช้เวทมนต์คาถา..และการทดลองกับลัทธิภูติผีปีศาจต่างๆ ในแง่ดีนั้น..เราจำเป็นต้องใส่ใจต่อคำเตือนตามหลักพระคัมภีร์..ในเรื่องการกราบไหว้รูปเคารพให้จงหนัก (ดู 1คร 10.14 , 1ยน 5.19-21 )..
ขอพระวิญญาณบริสุทธิ์สอนผู้เชื่อทุกคน..ให้จงรักภักดีต่อพระเจ้าเที่ยงแท้แต่องค์เดียว..อาเมน การนับถือรูปเคารพ.. ห้ามไว้....................................................อพย 20.2-3 , ฉธบ 5.7 อพยพ 20:3 อย่ามีพระอื่นใดนอกเหนือจากเรา 20:4 อย่าทำรูปเคารพสลักสำหรับตนเป็นรูปสิ่งหนึ่งสิ่งใด ซึ่งมีอยู่ในฟ้าเบื้องบน หรือซึ่งมีอยู่ที่แผ่นดินเบื้องล่าง หรือซึ่งมีอยู่ในน้ำใต้แผ่นดิน 20:5 อย่ากราบไหว้หรือปรนนิบัติรูปเหล่านั้น เพราะเราคือพระเยโฮวาห์พระเจ้าของเจ้าเป็นพระเจ้าที่หวงแหน ให้โทษเพราะความชั่วช้าของบิดาตกทอดไปถึงลูกหลานของผู้ที่ชังเราจนถึงสามชั่วสี่ชั่วอายุคน คือการ
กราบไหว้รูปเคารพ................................อพย 20.5 , ฉธบ.5.9 นมัสการรูปเคารพ................................ อพย 32.4-6 ,อสย44.17 , ดนล3.5 ,10 ,15 บูชารูปเคารพ.........................................สดด 106.38 , กจ7.41 นมัสการพระอื่น........................................ฉธบ30.17 , สดด81.9 ออกชื่อพระอื่น..........................................อพย 23.13 , ยชว23.7 ติดตามพระอื่น...........................................ฉธบ 8.19 กล่าวคำในนามพระอื่น................................ฉธบ 18.20 หลงไปติดตามพระอื่น..................................ฮชย3.1 ปฎิบัติพระอื่น..............................................ฉธบ7.4 , ยรม5.19 ยำเกรงพระอื่น............................................2 พกษ17.35 ถวายบูชาแก่พระอื่น.....................................อพย 22.20 กราบไหว้ทูตสวรรค์......................................คส 2.18 นมัสการดวงอาทิตย์ , ดวงจันทร์ ,ดวงดาว......ฉธบ 4.19 , ฉธบ17.3 กราบไหว้ผีพญามาร.....................................มธ 4.9-10 เอารูปเคารพไว้ในใจ....................................อสค14.3-4 ความโลภ....................................................อฟ 5.5 , คส3.5 เอาพระสิริของพระเจ้ามาแลกกับรูปเคารพ.....สดด106.19-20 , กจ17.29 รม1.23 เอาความจริงของพระเจ้ามาแลกกับความเท็จ.....อสย44.20 , รม1.25 เป็นงานของเนื้อหนัง.....................................กท5.19-20 ไม่สอดคล้องกับการปฎิบัติพระเจ้า..................ปฐก35.2-3 , ยชว24.23 , 1ซมอ7.3 ,1พกษ18.21 ....................................................2 คร6.15-16
อธิบายไว้..
พระเจ้าทรงเกลียด.........................................ฉธบ 7.25 ฉธบ16.21 , ยรม44.4 เปล่าประโยชน์ในและโง่...............................สดด115.4-8 , อสย44.19 , ยรม10.3 ผิดธรรม........................................................1ปต4.3 ช่วยไม่ได้......................................................วนฉ10.14 , อสย46.7 โง่เขลา..........................................................กจ17.29 , รม1.21-23 กระทำตัวให้มนทิน..........................................อสค20.7 , อสค36.18 ผู้ที่ทำ...
ลืมพระเจ้า.....................................................ฉธบ8.19 , ยรม18.15 หลงจากพระเจ้า..............................................อสค44.10 ทำให้พระนามพระเจ้าเป็นมลทิน......................อสค20.39 ทำให้พระวิหารมีมลทิน....................................อสค5.11 ห่างเหินจากพระเจ้า........................................อสค14.5 ละทิ้งพระเจ้า..................................................2พกษ22.17 , ยรม16.11 เกลียดชังพระเจ้า............................................2พศด19.2-3 ทำให้พระเจ้าทรงพระพิโรธ............................ฉธบ 31.20 , อสย65.3 , ยรม25.6 คิดในสิ่งที่ไม่เป็นสาร......................................รม 1.21 โง่เขลา..........................................................รม1.21-22 ร้อนเร่าด้วยราคะ.............................................อสย57.5 ยึกการหลอกลวงไว้มั่น......................................ยรม8.5 ถูกชักนำให้หลงไป...........................................1คร12.2 จิตใจติดตาม...................................................อสค20.16 บ้ารูปนั้น..........................................................ยรม50.38 อวดในพระเท็จ................................................สดด97.7 มีส่วมร่วมกับพวกปีศาจ....................................1คร10.20 ขอความเห็นจากสิ่งที่ทำด้วยไม้.........................ฉชย4.12 ขอรูปเคารพช่วยให้รอด.....................................อสย 44.17 , อสย45.20 สาบานต่อรูปเคารพ...........................................อมส 8.14 มีพระเจ้ามากในแผ่นดินโลก.............................1คร8.5
สิ่งที่นับถือ..อธิบายไว้..
พระต่างด้าว......................................................ปฐก35.2 ,4 พระอื่น.............................................................ยชว24.20 , วนฉ2.12-13 , 1พกษ14.9 พระใหม่...........................................................ฉธบ32.17 , วนฉ5.8 พระซึ่งช่วยให้รอดไม่ได้.....................................อสย45.20 พระเจ้าที่มิได้สร้างสวรรค์...................................ยรม10.11 ผู้ที่ไม่ใช่พระเจ้า................................................ยรม5.7 , กท4.8 หล่อรูปพระ........................................................อพย34.17 ลนต19.4 ฉธบ27.15 รูปแกะสลัก........................................................อสย45.20 ฮบก2.18 รูปที่ไม่มีความรู้สึก.............................................ฉธบ4.28 สดด115.5,7 สิ่งที่ทำด้วยไม้....................................................ฮชย4.12 , ฮบก2.18-19 รูปเคารพซึ่งพูดไม่ได้..........................................1คร12.2 หินใบ้.................................................................ฮบก2.19 สิ่งที่น่าเกลียดน่าชัง.............................................อสย44.19 สิ่งที่น่าสะอิดสะเอียน...........................................ยรม32.34 ต้นไม้................................................................ยรม3.9 รูปเคารพอันลามก..............................................อสค7.20 รูปเคารพลามก..................................................อสค16.36 ครูสอนความเท็จ................................................ฮบก2.18 เป็นศูนย์ทั้งหมด เป็นศูนย์ภาพ.............................อสย41.29 ไม่เป็นอะไรเลย การงานของเจ้าก็เปล่า................อสย41.24 , 1คร8.4 ทำร้ายไม่ได้ ทำดีไม่ได้......................................ยรม10.5 พระเท็จ.............................................................ยรม18.15 พระเทียมเท็จแห่งชาติทั้งหลาย............................ยรม14.22 การทำรูปเคารพและการตำหนิ.............................อสย44.10-20 คนบาปที่ไม่เชื่อฟังถูกปล่อยให้ทำ.........................ฉธบ4.28 , ฉธบ28.64 , ฮชย4.17 การตักเตือน.......................................................ฉธบ4.15-19 เตือนให้หันกลับจาก.............................................อสค14.6 อสค20.7 ,กจ14.15 ละทิ้งเมื่อรับเชื่อ..................................................1ธส1.9 นำไปสูกิเลสตัณหาอันน่าอัปยศ..............................กจ15.20 ,รม1.26-32 ธรรมิกชน..
ควรหลีกเสียจากการ...................................................ยชว23.7 ,1คร10.14 , 1ยน5.21 ไม่ควรนำเข้าไปในบ้านเรือน.......................................ฉธบ7.26 ไม่ควรมีส่วนในการถวายบูชา......................................1คร10.19-20 ไม่ควรเกี่ยวข้องกับผู้ที่ทำ............................................ยชว23.7 , 1คร5.11 ไม่ควรทำสัญญากับผู้ที่ทำ...........................................อพย34.12,15 , ฉธบ7.2 ไม่ควรสมรสกับผู้ที่ทำ.................................................อพย34.16 , ฉธบ7.3 ควรเป็นพยานชักชวนให้เลิก........................................กจ14.15 , กจ19.26 ไม่ควรกราบนมัสการแม้ถูกข่มขู่..................................ดนล3.18 พระเจ้าทรงคุ้มครองธรรมิชนไว้...................................1พกษ19.18 , รม11.4 ธรรมิกชนไม่ยอมรับการกราบไหว้................................กจ10.25-26 , กจ14.11-15 ทูตสวรรค์ไม่ยอมรับการนมัสการ..................................วว22.8-9 สัญญาไว้ว่าจะทำลาย...................................................อสค36.26 , ศคย13.2 ต้องทำลายให้หมดสิ้น.................................... อพย34.13 , ฉธบ7.5 , 2ซมอ5.21 , .................................................................................2พกษ23.14 วิบัติแก่ผู้ที่ทำ..............................................................ฮบก2.19 การสาปแช่งผู้ที่ทำ......................................................ฉธบ27.15
การลงโทษ...
เอาหินขว้างให้ตาย......................................................ฉธบ17.2-5 การพิพากษาอันน่ากลัวซึ่งนำถึงความตาย.....................ยรม8.2 , ยรม16.1-11 ถูกขับไล่ออก..........................................................ยรม8.3 , ฮชย8.5-8 ,อมส5.26-27 ไม่ให้เข้าสวรรค์.........................................................1คร6.9-10 , อฟ5.5 , วว22.15 ทรมานชั่วนิรันดร์........................................................วว14.9-11 วว21.8
ตัวอย่างผู้ที่ทำ..
ชนชาติอิสราเอล........................................................อพย32.1 , 2พกษ17.12 ชาวฟิลิสเตีย..............................................................วนฉ16.23 มีคาห์.......................................................................วนฉ17.4-5 เยโรโบอัม.................................................................1พกษ12.28 มาอาคาห์..................................................................1พกษ15.13 อาหับ........................................................................1พกษ16.31 เยเซเบล...................................................................1พกษ18.19 เซนนาเคอริบ.............................................................2พกษ19.37 มนัสเสห์....................................................................2พกษ21.4-7 อาโมน......................................................................2พกษ21.21 อาหัส.........................................................................2พศด28.3 ยูดาห์.........................................................................ยรม11.13 เนบูคัดเนสซาร์...........................................................ดนล3.1 เบลซัสซาร์.................................................................ดนล5.23 ชาวเมืองลิสตรา..........................................................กจ14.11-12 ชาวเอเธนส์................................................................กจ17.6 ชาวเอเฟซัส................................................................กจ19.28 การกราบไหว้....
ผู้เผยพระวจนะกล่าวโทษ.................................1พกษ13.1-3 กษัตริย์องค์ต่อๆไปมาถือปฎบัติตาม..................1พกษ15.34 , 16.26 ,2พกษ10.29,31,14;24 เป็นเหตุให้ชาวอิสราเอลหลงผิด........................1พกษ12.30 , 2พกษ10.31, 2พศด13.8 ผู้ที่รักพระเจ้าไม่ยอมกราบไหว้.........................1พกษ19.18 , 2พศด11.16 การสร้างขึ้นก็ผิด.............................................1พกษ14.9-10 การกราบไหว้ก็ผิด...........................................1พกษ14.15-16 ,2พกษ17.22-23
คำพยากรณ์ที่เกี่ยวกับ.
การถูกจับเป็นเชลย.........................................ฮชย10.6 การถูกทำลาย.................................................ฮชย10.8 การลงโทษผู้ที่กราบไหว้...................................ฮชย8.13-14
การสร้างขึ้นเป็นเหตุให้.....
ทำบาปอันยิ่งใหญ่...........................................อพย32.21,30,31 ลืมพระเจ้า.....................................................สดด106.21 หันเหออกจากพระบัญญัติของพระเจ้า...............อพย32.8 , ฉธบ9.12,16 พระเจ้าทรงพิโรธอาโรน..................................ฉธบ9.20 พระเจ้าทรงพิโรธต่อชนชาติอิสราเอล................อพย32.10 ,ฉธบ9.14,19 โมเสสทำแผ่นศิลาแตก....................................อพย32.19 , ฉธบ9.17 ชนชาติอิสราเอลถูกลงโทษ...............................อพย32.26-29 ,35 โมเสสได้อธิษฐานเผื่อชนชาติอิสราเอล..............อพย32.11-14,30-40 ,ฉธบ9.18-20 โมเสสทำลายรูปโความ........................................อพย32.20 , ฉธบ9.21 การลงโทษผู้ที่นับถือรูปเคารพเป็นข้อเตือนใจสหหรับผู้ที่คิดจะทำ.........1คร10.5-7 น ร ก
คนชั่วจะถูกขับไปสู่ความทุกข์ทรมานอันไม่รู้สิ้นสุด
แล้วความตายและแดนมรนาก็ถูกผลักทิ้งลงไป ในบึงไฟ บึงไฟนี่แหละเป็นความตายครั้งที่สอง และ ถ้าผู้ใดที่ไม่มีชื่อจดไว้ในหนังสือชีวิต ผู้นั้นก็ถูกทิ้ง ลง ใน บึง ไฟ วิวรณ์ 20:14-15 ระบบความคิดฝ่ายโลกที่เน้นความรู้สึกจนเกินไปของวัฒนธรรมตะวันตก มองธรรมชาติของมนุษย์ในแง่ดี และยกชูไว้สูงส่ง แต่ความคิดความเข้าใจใน เรื่องพระเจ้ากลับหดหาย ทั้งยังตั้งข้อกังขาว่าศีรธรรมส่วนบุคคลนั้นสำคัญจริงๆ ล่ะหรือ ซึ่งกล่าวได้อีกแง่หนึ่งว่า จิตสำนึกเสื่อม ระบบความคิดเช่นนี้ส่งอิทธิพล ให้คริสเตียนยากที่จะจริงจังกับเรื่องนรก การสำแดงเรื่องนรกในพระคัมภีร์นั้น มี แต่คนที่หยั่งรู้ถึงความบริสุทธิ์ของพระเจ้า กับความผิดของมนุษย์ และผีมารซาตานอย่างลึกซึ้งเท่านั้น ถึงจะเข้าใจได้ แต่พวกเราส่วนใหญ่ยังไปไม่ถึงการหยั่งรู้ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม หลักข้อเชื่อเรื่องนรกปรากฎอยู่ในพันธสัญญาใหม่ ในฐานะสิ่งที่สำคัญอันขาดเสียมิได้ของคริสเตียน และพระเจ้าทรงเรียกร้องให้เราพยายามเข้าใจเรื่องนี้อย่างที่พระเยซูและอัครทูตของพระองค์เข้าใจ พันธสัญญาใหม่มองนรก ( ซึ่งพระเยซูเรียกว่า Gehenna คือเตาไฟลุกโพลง มธ5:22 , มธ18:9 ) ว่า เป็นสถานที่อยู่ของคนเหล่านั้นที่ถูกส่งไปรับโทษชั่วนิรันดร์ ตามคำพิพากษาในวันสิ้นโลก ( มธ25:41-46 , วว20:11-15 ) ทั้งยังคิดกันว่านรกเป็นบึงไฟและความมืดทึบ ( ยด7,13) สถานที่แห่งการร้องไห้ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน ( มธ8:12 , 13:42,50 , 22:13 , 24:51 , 25:30 ) สถานที่ แห่งความพินาศ ( 2ธส1:7-9 , 2ปต3:7 , 1ธส5:3 ) และสถานที่แห่งความทุกข์ทรมาน ( วว20:10 , ลก16:23 ) กล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือ เป็นสถานที่แห่งความทุกข์ยากแสนเข็ญที่สุด หากถ้อยคำที่ใช้พรรณาสภาพของนรกดูเป็นสัญลักษณ์มากกว่าจะหมายความตามตัวอักษร( ไฟและความมืดในความหมายตามตัวอักษรไม่อาจอยู่ร่วมกันได้ ) ก็ขอให้เราแน่ใจเถอะว่า นรกในความเป็นจริงซึ่งสุดที่เราจะจินตนาการได้นั้น จะน่าสะพึงกลัวยิ่งกว่าสัญลักษณ์ที่ใช้เสียอีก คำสอนในพันธสัญญาใหม่เรื่องนรก มุ่งจะทำให้เราหวาดหวั่นพรั่นพรึงจนพูดไม่ออก และทำให้เราแน่ใจว่า สวรรค์เลอเลิศเกินที่เราจะฝันได้ฉันใด นรกก็เลวร้ายเกินที่เราจะคิดได้ฉันนั้น และนี่เป็นเรื่องนิรันดรซึ่งเราจะต้องเผชิญหน้าตามความเป็นจริงเสียตั้งแต่บัดนี้ สรุปรวบยอดแล้ว นรกนั้นเป็นความสัมพันธ์เชิงลบกับพระเจ้า ไม่ใช่ในแง่ที่ว่าพระเจ้าจะไม่ประทับอยู่ด้วย แต่เป็นประสบการณ์ที่ต้องเผชิญกับพระพิโรธ และความไม่พอพระทัยของพระองค์ การประสบกับพระพิโรธดังเพลิงที่เผาผลาญของพระเจ้า ( ฮบ12:29 ) การถูกพระเจ้าลงโทษอย่างชอบธรรมเพราะต่อต้านพระองค์ และยึดติดกับบาป ที่พระองค์ทรงเกลียดชัง ตลอดจนการถูกตัดขาดจากทุกสิ่งที่ทรงคุณค่า น่าพึงใจ และควรแก่การวรรเสริญ ทั้งหมดนี้จะเป็นเค้าร่างของประสบการณ์แห่งนรก ( รม2:6,8-9,12 ) ข้อสรุปรวบยอดดังกล่าวนี้ได้มาโดยการลบล้างปัจจัยทุกอย่างที่มีในประสบการณ์กับคุณความดีของพระเจ้า อย่างเป็นระบบ ไม่ว่าประสบการณ์ในฐานะผู้เชื่อซึ่งได้รู้จักความดีของพระองค์ทางพระคุณ หรือในฐานะมวลมนุษย์ซึ่งได้รับการจัดเตรียมและคุ้มครองอารักขาอันเปี่ยมด้วยพระกรุณาจากพระเจ้า ( กจ14:16-17 , สดด104:10-30 , รม2:4 ) ความเป็นจริงดังที่กล่าวมานั้นจะน่ากลัวเกินกว่าข้อสรุปข้างต้น ไม่มีใครสามารถจิตนาการได้ว่า นรกนั้นเลวร้ายขนาดไหน พระคัมภีร์มองภาพนรกว่าเป็นสภาพการณ์ไม่รู้จบสิ้น ( ยด.13 , วว20:10 ) การคาดการณ์ว่ามี " โอกาสครั้งที่สอง " ภายหลังความตาย หรือการที่คนชั่วจะสูญสิ้นความเป็นบุคคลของตนไปในขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่ง เป็นแนวความคิดที่ไม่มีข้อพระคัมภีร์รับรอง พระคัมภีร์เห็นว่านรก เป็นสิ่งที่คนเลือกเอง คนที่ตกนรกจะตระหนักว่า เขาได้พิพากษาให้ตนเองมาสู่นรกโดยการรักความมืดมากกว่าความสว่าง การจงใจเลือกที่จะไม่ยอมรับพระผู้สร้างของตนเป็นองค์พระผู้เป็นเจ้า การเลือกทำบาป ตามใจอยากของตนมากกว่า ความชอบธรรมที่ได้จากการหักห้ามใจตนเอง และการเลือกปฎิเสธพระเยซูแทนที่จะมาหาพระองค์ ( หากเขาได้ยินได้ฟังพระกิตติคุณมาก่อน ) ( ยน3:18-21 , รม1:18,24,26,28,32 รม2:8 ,2ธส2:9-11 ) การทรงสำแดงโดยทั่วไปของพระเจ้าก็เปิดเผยเรื่องนี้อย่างเด่นชัดต่อหน้าต่อตามนุษย์ชาติทั้งมวลอยู่แล้ว เมื่อมองจากแง่มุมนี้ นรกจึงส่อให้เห็นถึงท่าทีที่พระเจ้าทรงเคารพการตัดสินใจเลือกของมนุษย์ ทุกคนได้รับสิ่งที่ตนเลือก ไม่ว่าจะเลือกอยู่กับพระเจ้า เฝ้านมัสการพระองค์ชั่วนิรันดร์ หรือจะเลือกอยู่โดยปราศจากพระเจ้า บูชาตนเองชั่วนิรันดร์ บรรดาคนที่อยู่ในนรกจะไม่เพียงแต่รู้ว่าโทษที่ได้รับนั้นสาสมกับการประพฤติของตนแล้วเท่านั้น ทว่ายังรู้แก่ใจด้วยว่า เขาเลือกนรกด้วยตัวของเขาเอง จุดมุ่งหมายของคำสอนเรื่องนรกในพระคัมภีร์ก็คือ เพื่อให้เราเห็นคุณค่าแห่งพระคุณของพระคริสต์ที่ช่วยเราให้รอดจากนรก ให้เราน้อมรับเอาพระคุณนั้น ด้วยความกตัญญู และเมื่อคิดอย่างมีเหตุผลแล้ว ก็สมัครใจที่จะโอนเอนมาทางพระคุณ ( มธ5:29-30 , มธ13:48-50 ) เป็นพระกรุณาธิคุณของพระเจ้าจริงๆ ที่ทรงเปิดเผยเรื่องนรกไว้อย่างชัดเจนในพระคัมภีร์ บัดนี้เราจะอ้างไม่ได้ว่า ไม่เคยมีใครเตือนมาก่อน ขอพระวิญญาณบริสุทธิ์เปิดตาใจผู้อ่านทุกคนให้รู้และเข้าใจอย่างถ่องแท้ด้วยเถิด........ขอในนามพระเยซูคริสต์เจ้า...อาเมน .... น ร ก ............
เป็นสถานที่...
ที่วิญญาณปราศจากร่างกายอาศัยอยู่ .................กจ2.31 ที่พระคริสต์ไปประกาศพระวจนะ.........................กจ2.31,1ปต3.19 ทรมาน........................................................ลก16.23 ลงโทษผู้ที่ถูกไล่ออกจากพระพักตร์ของพระเจ้าในอนาคต..2ธส1.9
อธิบายไว้......
มีการรับโทษเป็นนิตย์...............................มธ25.46 มีไฟซึ่งไหม้อยู่เป็นนิตย์.............................มธ25.41 มีการไหม้เป็นนิตย์....................................อสย33.14 มีเตาไฟ.................................................มธ13.42,50 บึงไฟ....................................................วว20.15 มีไฟกำมะถัน...........................................วว14.10 ไฟไม่รู้ดับ...............................................มธ3.12 เตรียมไว้สำหรับมาร..................................มธ25.41 ทูตสวรรค์ที่ได้ทำบาปถูกขังไว้ใน,จนกว่าถึงวันพิพากษา..2ปต2.4 , ยด6 การรับโทษใน, จะไม่มีสิ้นสุด.......................อสย33.14 , วว20.10 คนชั่วจะถูกส่งไป......................................สดด9.17 อำนาจมนุษย์ไม่สามารถช่วยให้พ้นจาก......... .อสค32.27 ร่างกายจะถูกทรมานที................................มธ5.29 , 10.28 จิตวิญญาณจะรับทุกข์ใน.............................มธ10.28 คนฉลาดจะหลีกหนี....................................สภษ15.24 ควรพยายามช่วยคนอื่นให้พ้น........................สภษ23.14 ,ยด.23 การสังคมกับคนชั่วนำไปสู่............................สถษ5.5 ,สภษ9.18 สัตว์ร้าย ผู้เผยพระวจนะเท็จและพญามารจะถูกโยนลงไปใน..วว19:20,20:10 แสดงถึง...................................................อสย30.33 ส ว ร ร ค์ พระเจ้าจะทรงต้อนรับประชากรของพระองค์สู่ความชื่นชมยินดีชั่วนิรันดร์
อย่าให้ใจของท่านวิตกเลย ท่านวางใจใน พระเจ้า จงวางใจในเราด้วย ในพระนิเวศของ พระบิดาเรามีที่อยู่เป็นอันมาก ถ้าไม่มีเราคงได้ บอกท่านแล้ว เพราะเราไปจัดเตรียมที่ไว้สำหรับ ท่านทั้งหลาย เมื่อเราไปจัดเตรียมที่ไว้สำหรับ ท่านแล้ว เราจะกลับมาอีกรับท่านไปอยู่กับเรา เพื่อว่าเราอยู่ที่ไหน ท่านทั้งหลายจะได้อยู่ที่นั่นด้วย ยอห์น14:1-3
คำว่าสวรรค์ทั้งในภาษาฮีบรูและภาษากรีกมีความหมายว่า " ท้องฟ้า " เป็นคำที่พระคัมภีร์ใช้เรียกที่ประทับของพระเจ้า ( สดด33:13-14 , มธ6:9 ) เป็นที่ประดิษฐานพระที่นั่งของพระเจ้า ( สดด11:4 ) เป็นที่ที่พระเจ้าทรงสถิตอยู่ เมื่อพระคริสต์ทรงคืนพระชนม์แล้วก็ได้เสด็จกลับไปที่นั่น ( กจ1:11 ) เป็นที่ชุมนุมของนักรบและผู้มีชัยของคริสตจักรเพื่อร่วมกันนมัสการพระเจ้า ( ฮฐ12:22-25 )และเป็นที่ซึ่งวันหนึ่งข้างหน้าประชากรของพระคริสต์จะได้อยู่กับพระผู้ช่วยให้รอดของพวกเขาตลอดไปเป็นนิตย์ ( ยน17:5,24 ,1ธส4:16-17 ) พระคัมภีร์วาดภาพสวรรค์ ว่าเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ ( ยน14:2 ) นคร ( ฮบ11:10 )และบ้านเมือง( ฮบ11:16 ) วันหนึ่งในอนาคตเมื่อพระคริสต์เสด็จกลับมาพิพากษาโลก สวรรค์ก็จะอยู่ในรูปจักวาลที่ทรงสร้างขึ้นใหม่ ( 2ปต3:13 , วว21:1 ) การคิดว่าสวรรค์เป็นสถานที่แห่งหนึ่งเป็นความคิดที่ถูกต้องมากกว่าผิด แม้ว่าคำนี้อาจจะทำให้เราเข้าใจผิดได้ สวรรค์ปรากฎในพระคัมภีร์ในรูปของสภาพความเป็นจริงแห่งอวกาศที่สัมผัสและแทรกอยู่ในทุกหนทุกแห่งที่พระเจ้าทรงเนรมิตสร้างขึ้น ในพระธรรมเอเฟซัส เปาโลกล่าวว่าในสวรรค์มีทั้งพระที่นั่งของพระคริสต์ ณ เบื้องขวาพระหัตถ์พระเจ้า ( อฟ1:20 ) และพระพรฝ่ายวิญญาณนานาประการ อีกทั้งชีวิตที่เป็นขึ้นมาจากความตายในพระคริสต์ของเหล่าคริสเตียน ( อฟ1:3, 2:6 ) " สวรรคสถาน " ( หรือสถานฟ้าอากาศ ) ในเอเฟซัส1:3,20 ,2:6 , 3:10 และ 6:12 เป็นคำที่ใช้ในความหมายเดียวกันกับ "สวรรค์ " เปาโลเอ่ยถึงประสบการณ์ครั้งหนึ่งใน " สวรรค์ชั้นที่สาม" หรือ " เมืองบรมสุขเกษม " ( 2คร12:2,4 ) สวรรค์แห่งพระที่นั่งของพระเจ้าต่างจากสถานฟ้าอากาศที่อำนาจฝายวิญญาณที่เป็นปฎิปักษ์กับพระองค์ครอบครองอยู่อยางไม่ต้องสงสัย ( อฟ6:12 ) กายที่เป็นขึ้นจากความตายซึ่งปรับเข้ากับชีวิตในสวรรค์แล้วคอยเราอยู่ที่นั่น ( 2คร5:1-8 ) และในกายนั้นเราจะได้เห็นพระบิดา และพระบุตร ( มธ5:8 , 1ยน3:2 ) แต่ขณะที่เรายังอยู่ในกายปัจจุบัน เราไม่อาจมองเห็น และตามปกติแล้วก็ไม่อาจรับรู้ความเป็นจริงของสวรรค์ได้ เรารู้จักสวรรค์ก็แต่โดยความเชื่อเท่านั้น ( 2คร4:18 , 5:7 ) แต่เราไม่ควรลืมว่าสรรค์และบรรดาชาวสวรรค์ซึ่งได้แก่ พระบิดา พระบุตร พระวิญญาณบริสุทธิ์ เหล่าทูตสวรรค์บริสุทธิ์ และวิญญาณชั่วต่างๆนั้น ล้วนมีความสัพันธ์ที่ใกล้ชิดกับเรา เพราะนี่เป็นข้อเท็จจริงฝ่ายวิญญาณที่แน่ชัด พระคัมภีร์สอนให้เราสร้างเค้าโครงของความคิดเรื่องชีวิตในสวรรค์โดย(ก) การอนามานจากความสัมพันธ์ที่ยังไม่สมบูรณ์ที่เรามีกับพระเจ้าพระบิดา กับพระบุตรและพระวิญญาณบริสุทธิ์ กับคริสเตียนคนอื่นๆ และกับสิ่งต่างๆที่พระเจ้าทรงเนรมิตรสร้างขึ้น โดยคาดหวังว่าความสัมพันธ์ที่มีในสวรรค์นั้นจะสมบูรณ์แบบปราศจากข้อจำกัด ความว้าวุ่นคับข้องใจ และความล้มเหลวทั้งมวล ( ข ) ขจัดความเจ็บปวด ความเลวร้าย ความขัดแย้ง และความทุกข์ใจทุกรูปแบบอย่างที่เราเคยประสบขณะอยู่ในโลกนี้ ออกไปจากความคิดอันเกี่ยวกับเรื่องการมีชีวิตอยู่เพื่อพระเจ้า และ ( ค ) เสริมสร้างจินตนาการเกี่ยวกับอนาคตที่เป็นสุขของเรา โดยบวกความคิดความเข้าใจทุกประการที่เรารู้จักในเรื่องความล้ำเลิศเป็นยอดและความชื่นชมเพลิดเพลินที่พระเจ้าทรงประทานเพิ่มเข้าไปในจิตนาการที่มีอยู่แต่เดิม ภาพนิมิตของชีวิตในสวรรค์ในวิวรณ์ 7:13-17 และ 21:1-22:5 ได้ใช้วิธีทั้งสามนี้เพื่อจะรับรู้ว่าสวรรค์นั้นเป็นอย่างไร ตามพระคัมภีร์ ความชื่นชมยินดีอันไม่หยุดหย่อนของชีวิตในสวรรค์ผู้ซึ่งที่ได้รับการทรงไถ่ไว้สามารถมีอยู่นั้นจะเกิดขึ้นจาก ( ก ) การที่พวกเขาได้เห็นพระเจ้าในพระพักตร์ของพระเยซูคริสต์ ( วว22:4 ) ( ข ) การที่พวกเขาได้สัมผัสความรักของพระคริสต์อย่างไม่ขาดสายขณะที่ทรงคุ้มรองดูแลพวกเขา ( วว7:17 ) ( ค ) สามัคคธรรมที่พวกเขามีกับผู้ที่ตนรักและกับพี่น้องคริสเตียนที่ทรงไถ่ไว้ทั้งมวล ( ง ) การเติบโต การมีวุฒิภาวะ การเรียนรู้ การเพิ่มพูนความสามารถ และการขยายขอบข่ายของอำนาจฤทธิ์เดชต่างๆ ที่พระเจ้าทรงประสทธิ์ประสาทแก่เขาซึ่งทั้งหมดนี้ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ผู้ที่ทรงไถ่ไว้แล้วจะปารถนาสิ่งเหล่านี้ทุกสิ่งและหากปราศจากสิ่งเหล่านี้แล้ว ความสุขของพวกเขาก็คงไม่เต็มบริบูรณ์ แต่ในสวรรค์จะไม่มีความปรารถนาใดๆที่ไม่ได้สมปรารถนา ในสวรรค์จะมีระดับแห่งพระพรและบำเน็จต่างๆกันไป ทุกคนจะได้รับพระพรถึงขีดที่เขาสามารถรับได้ แต่สมรรถวิสัยของแต่ละคนจะต่างกันไปเช่นเดียวกับในโลกนี้ สำหรับเรื่องบำเหน็จรางวัลนั้น ( การขาดความรับผิดชอบในปัจจุบันจะส่งผลให้ต้องสูญเสียบำเหน็จอย่างถาวรในอนาคตได้ 1คร3:10-15 ) มีประเด็นที่ควรทำความเข้าใจสองประการ คือ ประการแรก เมื่อพระเจ้าทรงประทานบำเน็จแก่การดีที่เราทำ ก็เท่ากับพระองค์ทรงสวมมงกุฎให้กับของประทานต่างๆของพระองค์เอง เพราะการดีเหล่านั้นสำเร็จเสร็จสิ้นได้ก็โดยพระคุณเท่านั้น ประการที่สอง แก่นแท้แห่งรางวัลในแต่ละกรณีนั้น จะเป็นการได้รับสิ่งที่มากกว่าที่คริสเตียนปรารถนาเสียอีก ซึ่งสิ่งนั้นก็คือ สัมพันธ์รักระหว่างคริสเตียนผู้นั้นกับพระผู้ช่วยที่ดื่มด่ำลึกซึ้งขึ้น ซึ่งสิ่งนี้เองคือความเป็นจริงที่พระคัมภีร์บ่งชี้ ไม่ว่าจะโดยใช้ภาพที่เป็นมงกุฎ เสื้อคลุม และงานเลี้ยงอันทรงเกียรติก็ตาม บำเหน็จที่ได้นั้นจะเทียบเคียงกันได้กับรางวัลแห่งการเกี้ยวพาราสี ซึ่งก็คือการเพิ่มพูนสัมพันธ์รักนั้นให้ลึกซึ้งขึ้นโดยการสมรส ฉะนั้น ชีวิตอันทรงสง่าราศีในสวรรค์จึงประกอบด้วยการได้เห็นพระเจ้าในพระคริสต์ และผ่านทางพระคริสต์ และเป็นที่รักของพระบิดาแลพพระบุตร ประกอบด้วยการผ่อนพัก ( วว14:13 ) และการงาน ( วว7:15 ) การสรรเสริญและการนมัสการ ( วว 7:9-10 , 19:1-5 ) และการร่วมสามัคคีธรรมกับพระเมษโปดก ตลอดจนเหล่าธรรมิกชน ( วว 19:6-9 ) ทั้งชีวิตนี้จะไม่รู้สิ้นสุด ( วว22:5 ) นิรันดรภาพเป็นส่วนหนึ่งแห่งสง่าราศี อาจกล่าวได้ว่า ความไม่มีวันสูญสิ้นนั้นเป็นสง่าราศีแห่งสง่าราศี ปล วีซ่าของคุณจะผ่านไปสวรรค์หรือไม่ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับมาอ่านที่เวบบอร์ดนี้เท่านั้น ทุกคนที่พระเจ้าเรียกเป็นมาพระกาย ควรติดสนิทกับคำสอนของพระเยซูคริสต์ ฟังเสียงของพระองค์ และ การที่จะได้เข้าสวรรค์ ขอทุกคนเพียรพยายามเดินทางแคบ แสวงหาพระเจ้าด้วยตัวเอง ด้วยสิ้นสุดใจ สุดกำลังความคิด รักษาบริสุทธิ์ แล้วเราจะพบพระองค์ พระองค์จะเปิดเผยตัวเองแก่เรา ตามคำสํญญาของพระองค์
สวรรค์...........
พระเจ้าทรงสร้าง..........................วว10.6 ตั้งอยู่เป็นนิตย์.............................สดด 89.29 , 2คร5.1 วัดไม่ได้....................................ยรม31.37 สูง...........................................สดด103.11 , อสย57.15 บริสุทธิ์.....................................ฉธบ26.15 , สดด20.6 , อสย57.15 เป็นที่สถิตของพระเจ้า..................1พกษ8.30 , มธ6.9 เป็นบัลลงก์ของพระเจ้า.................อสย66.1 , กจ7.49
พระเจ้าทรง........
เป็นเจ้าแห่ง.................................ดนล5.23 , มธ11.25 ครอบครองใน..............................สดด11.4 , สดด135.6 , ดนล4.35 อยู่เต็ม.......................................1พกษ8.27 , ยรม23.24 ตอบคำอธิษฐานจาก......................1พศด21.26 , 2พศด7.14,นหม9.27 .................................................สดด20.6 สำแดงพระพิโรธจาก.......................ปฐก19.24 , 1ซมอ2.10 , ดนล4.13 ..................................................รม1.18
พระคริสต์........
ได้เสด็จเข้าไปก่อน.......................กจ3.21 , ฮบ6.20 , ฮบ9.12,24 ทรงมีอำนาจทั้งสิ้นใน....................มธ28.18 , 1ปต3.22 ทูตสวรรค์อยู่ที่.............................มธ18.10 , มธ24.36 ชื่อธรรมิกชนจดไว้ใน.....................ลก10.20 , ฮบ12.23 ธรรมิกชนมีบำเหน็จใน....................มธ5.12 , 1ปต1.4 การกลับใจเสียใหม่เป็นเหตุให้มีความปรีดีใน..........ลก15.7 จงสำสมทรัพย์สมบัติไว้ใน................มธ6.20 , ลก12.33 เนื้อและเลือดไม่มีส่วนใน.................1คร15.50 ความสุขแห่ง,อธิบายไว้...................วว7.16-17
เรียกว่า......
ยุ้งฉาง.........................................มธ3.12 แผนดินของพระคริสต์และพระเจ้า.......อฟ5.5 พระนิเวศของพระบิดา......................ยน14.2 เมืองสวรรค์...................................ฮบ11.16 พำนักสะบาโต................................ฮบ4.9 เมืองบรมสุขเกษม...........................2คร12.3 คนชั่วไม่มีส่วน...............................กท5.21 , อฟ5.5 , วว22.15 เอโนคและเอลียาห์ถูกรับขึ้นไป...........ปฐก5.24, 2พกษ2.11 , ฮบ11.5 พระเยซูคริสต์เจ้าได้ตรัสเตือนว่า ผู้คนนับพันค้นหา แสวงหาทางไปสวรรค์จากการอ่านพระคำภีร์ พวกเขาเชื่อว่าเพียงเขาได้ อ่านและศึกษาพระคำภีร์ พวกเขาจะได้ชีวิตนิรันดร์ แต่สิ่งเหล่านั้นไม่ได้ช่วยเขาให้รอดหรือคนอื่นๆให้รอด เราเพียงคนเดียวเท่านั้นคือคนที่ช่วยพวกเขาให้รอด ไบเบิ้ลได้บอกกับทุกคนว่า เราเท่านั้นเป็นพระผู้ช่วย แต่ยังคงมีคนอีกมากมาย พวกเขายังคงไม่มาหาเรา เพื่อที่จะได้มีชีวิต
ยอห์น 1:29 วันรุ่งขึ้นยอห์นเห็นพระเยซูกำลังเสด็จมาทางท่าน ท่านจึงกล่าวว่า จงดูพระเมษโปดกของพระเจ้า ผู้ทรงรับความผิดบาปของโลกไปเสีย
วิวรณ์ 13:8 และบรรดาคนที่อยู่ในแผ่นดินโลกจะบูชาสัตว์ร้ายนั้น คือคนทั้งปวงที่ไม่มีชื่อจดไว้ในหนังสือแห่งชีวิตของพระเมษโปดก ผู้ทรงถูกปลงพระชนม์ตั้งแต่แรกทรงสร้างโลก
ยอห์น 11:25 พระเยซูตรัสกับเธอว่า "เราเป็นเหตุให้คนทั้งปวงเป็นขึ้นและมีชีวิต ผู้ที่เชื่อในเรานั้น ถึงแม้ว่าเขาตายแล้วก็ยังจะมีชีวิตอีก 11:26 และผู้ใดที่มีชีวิตและเชื่อในเราจะไม่ตายเลย เจ้าเชื่ออย่างนี้ไหม"
ยอห์น 14:6 พระเยซูตรัสกับเขาว่า "เราเป็นทางนั้น เป็นความจริง และเป็นชีวิต ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้นอกจากมาทางเรา
ยอห์น 5:21 เพราะพระบิดาทรงทำให้คนที่ตายแล้วฟื้นขึ้นมาและมีชีวิตฉันใด ถ้าพระบุตรปรารถนาจะกระทำให้ผู้ใดมีชีวิตก็จะกระทำเหมือนกันฉันนั้น
ยอห์น 5:24 เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ถ้าผู้ใดฟังคำของเราและเชื่อในพระองค์ผู้ทรงใช้เรามา ผู้นั้นก็มีชีวิตนิรันดร์ และไม่ถูกพิพากษา แต่ได้ผ่านพ้นความตายไปสู่ชีวิตแล้ว
ยอห์น 6:35 พระเยซูตรัสกับเขาว่า "เราเป็นอาหารแห่งชีวิต ผู้ที่มาหาเราจะไม่หิวอีก และผู้ที่เชื่อในเราจะไม่กระหายอีกเลย
ยอห์น 6:47 เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า ผู้ที่เชื่อในเราก็มีชีวิตนิรันดร์
ยอห์น 6:51 เราเป็นอาหารที่ธำรงชีวิตซึ่งลงมาจากสวรรค์ ถ้าผู้ใดกินอาหารนี้ ผู้นั้นจะมีชีวิตนิรันดร์ และอาหารที่เราจะให้เพื่อเป็นชีวิตของโลกนั้นก็คือเนื้อของเรา
ยอห์น 5:25 เราบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลายว่า เวลาที่กำหนดนั้นใกล้จะถึงแล้ว และบัดนี้ก็ถึงแล้ว คือเมื่อผู้ที่ตายแล้วจะได้ยินพระสุรเสียงแห่งพระบุตรของพระเจ้า และบรรดาผู้ที่ได้ยินจะมีชีวิต การฟื้นขึ้นมาสองแบบ
ยอห์น 5:28 อย่าประหลาดใจในข้อนี้เลย เพราะใกล้จะถึงเวลาที่บรรดาผู้ที่อยู่ในอุโมงค์ฝังศพจะได้ยินพระสุรเสียงของพระองค์
ยอห์น 5:29 และจะได้ออกมา คนทั้งหลายที่ได้ประพฤติดีก็ฟื้นขึ้นสู่ชีวิต และคนทั้งหลายที่ได้ประพฤติชั่วก็จะฟื้นขึ้นสู่การพิพากษา
ยอห์น 3:16 เพราะว่าพระเจ้าทรงรักโลก จนได้ทรงประทานพระบุตรองค์เดียวของพระองค์ที่บังเกิดมา เพื่อผู้ใดที่เชื่อในพระบุตรนั้นจะไม่พินาศ แต่มีชีวิตนิรันดร์
ยอห์น 10:10 ขโมยนั้นย่อมมาเพื่อจะลักและฆ่าและทำลายเสีย เราได้มาเพื่อเขาทั้งหลายจะได้ชีวิต และจะได้อย่างครบบริบูรณ์
นอกเหนือจากการอ่านพระคำภีร์ทบทวน ควรเลิกหย่าน้ำนมของพระวจนะ แต่รับประทานอาหารแข็ง เนื้อและโลหิตของพระเยซูคริสต์ เพื่อการเติบโตเป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์ สรุป ต้องเพิ่งอาศัย คำเปิดเผยของผู้พยากรณ์แท้ในยุคสุดท้าย การเสริมสร้างพระกายแท้จริงในพระเยซูคริสต์ การเปิดเผย สวรรค์ และนรก และคำสอนของพระเยซูคริสต์ที่อธิบายให้เข้าใจ ในด้าน สูง ลึก ยาว กว้าง (คม ชัด ละเอียด )ในสิ่งที่พระองค์ได้ทรงปิด แก่คนหน้าซื่อใจคต แต่พระองค์จะเปิดแก่ผู้ถ่อมใจ กลับใจจากความผิดบาปแท้จริง เกิดใหม่จากพระวิญญาณบริสุทธิ์ พัฒนาชีวิตฝ่ายวิญญาณรับรู้พระเจ้าในทุกด้าน จนโตเป็นผู้ใหญ่ในพระคริสต์ มีชีวิตที่เต็มด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ถ่อมใจยำเกรงพระเจ้าเป็นนิจนิรันดร์ ไม่ทำผิดบาป แต่ทำตามน้ำพระทัยของพระเจ้า รับใช้พระเจ้าผู้ทรงพระชนม์แต่เพียงผู้เดียว เอเมน
|