|
ข้าแต่พระเจ้า ความยิ่งใหญ่ ฤทธานุภาพ พระสิริ ชัยชนะ และความโอ่อ่าตระการเป็นของพระองค์ และบรรดาสิ่งที่มี อยู่ในฟ้าสวรรค์และในแผ่นดินโลกเป็นของพระองค์ ข้าแต่พระเจ้า ราชอาณาจักรเป็นของพระองค์ และพระองค์ ทรงเป็นที่ยกย่องเป็นจอมของสิ่งสารพัด........................1พศด29.11....... 
พระคัมภีร์กล่าวว่า พระเจ้ายิ่งใหญ่ ( ฉธบ7.21 , นหม4.14 , สดด48.1 สดด86.10 , สดด95.3 , สดด145.3 , ดนล9.4 ) ...ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่เราจะเข้าใจได้ ทั้งนี้มิได้ หมายความในแง่ที่ว่า หลักเหตผลของพระองค์แตกต่างจากของเรา จนเรามิอาจจะคิดตามแนวพระดำริของพระองค์ได้เลย แต่มีความหมายว่า เราไม่สามารถเข้าใจพระองค์ได้อย่างสมบูรณ์ เพียงเพราะว่าไร้ความจำกัด แต่เรามีความจำกัด พระคัมภีร์กล่าวว่าพระเจ้าทรงสถิตอยู่ทั้งบนพระศิริเมฆปกคลุมหนา ที่มิอาจผ่านเข้าไปได้กับในความสว่างเจิดจ้าจนมิอาจเข้าใกล้ได้ ( สดด97.2 ,1ทธ6.16 ) มโนภาพทั้งสองสื่อความคิดเดียวกันคือ พระผู้สร้างของเราทรงเหนือกว่าเรา และเป็นเรื่องเกินความสามารถของเราที่จะประเมินพระองค์ในทุกๆทาง บางครั้งเราพูดถึงความจริงดังกล่าวนี้โดยใช้คำว่า ความลึกลับของพระเจ้า แต่ใช้ในความหมายที่ต่างจากความล้ำลึกในพระคัมภีร์ ซึ่งหมายถึงความลับที่พระเจ้าได้ทรงเปิดเผยให้ทราบแล้วในปัจจุบัน ( ดนล2.29-30 , อฟ3.2-6 ) แต่คำว่าความลึกลับในที่นี้เพิ่งได้รับการพัฒนาใหม่ในช่วงระยะหลังๆ คือ หมายถึงความเป็นจริงที่เราขาดสมรรถวิสัยที่เข้าใจให้ถูกต้องกระจ่างไม่ว่าจะอธิบายสักเท่าใดก็ตาม พระเจ้าทรงบอกเราในพระคัมภีร์ว่า การทรงสร้าง การครอบครองตามเจตจำนงของพระองค์ ตรีเอกานุภาพ การที่พระเจ้าทรงมาบังเกิดเป็นมนุษย์ พระราชกิจของพระวิญญาณ ในการทำให้คนบังเกิดใหม่ การเข้าร่วมในการสิ้นพระชนม์ และ การคืนพระชนม์กับพระคริสต์ การดลใจในการเขียนพระคัมภีร์ และอื่นๆที่ไม่ได้เอ่ยถึงในที่นี้ว่า เป็นความจริง และเราก็รับว่าจริงตามพระดำรัส แต่เป็นการเชื่อว่าจริงโดยไม่ทราบว่าจริงได้อย่างไร ในฐานะเป็นผู้ถูหสร้าง เราไม่สามารถเข้าใจพระผู้ทรงสร้างให้ถ่องแท้ได้ ไม่ว่าจะในด้านสภาวะที่ทรงเป็นอยู่หรือพระราชกิจที่ทรงกระทำก็ตาม อย่างไรก็ตาม การสงสัยว่าความคิดความเข้าใจเกี่ยวกับพระเจ้าที่เรามีอยู่นั้นเป็นความรู้ที่แท้จริงหรือไม่ ก็ผิดพอๆกับการโมเมว่าเรารู้เรื่องพระเจ้าทะลุปรุโปร่งทุกอย่าง ( ซึ่งเท่ากับเราจับพระองค์ขังไว้ในกล่องแห่งความนึกคิดอันจำกัดของเราเอง ) นัยสำคัญประดารหนึ่งของการที่ทรงสร้างมนุษย์ขึ้นตามพระฉายาของพระองค์ก็คือ มนุษย์จะสามารถทั้งรู้เรื่องราวเกี่ยวกับพระองค์และรู้จักพระองค์ในเชิงความสัมพันธ์ได้จริงๆ แม้ว่าจะเป็นการ " รู้ " ในความหมายที่จำกัดก็ตาม นอกจากนี้สิ่งต่างๆที่พระเจ้าทรงบอกเราในพระคัมภีร์เกี่ยวกับพระองค์เท่าที่ผ่านมาก็เป็นจริงทั้งนั้น พระเจ้าทรงยอมลดพระองค์ลงเพราะเห็นแก่ความอ่อนแอของเรา และทรงปรับพระองค์ให้ใกล้เคียงกับสมรรถวิสัยของเรา ทั้งในการดลใจให้เขียนพระคัมภีร์ และ การที่พระบุตรทรงลงมาบังเกิดเป็นมนุษย์เพื่อว่า จะได้ทรงประทานความเข้าใจในพระองค์ที่แท้จริงให้แก่เรา รูปแบบและสาระของภาษาเด็กที่พ่อแม่พูดนั้นมิอาจจะเปรียบได้กับเนื้อหาสาระแห่งความคิดอันสมบูรณ์ของพ่อแม่ ซึ่งสามารถสื่ออย่างครบถ้วนกับผู้ใหญ่ด้วยกัน แต่เด็กๆ ก็ได้รับข้อมูลที่ตรงตามข้อเท็จจริงจากภาษาเด็ก สิ่งที่เรารับรู้นั้นแม้จะจำกัดแต่ก็เป็นเรื่องจริงเกี่ยวกับพ่อแม่ ทั้งยังนำให้เขาตอบสนองโดยรัก และไว้วางใจพ่อแม่ยิ่งขึ้นอีก ...เรื่องนี้เทียบเคียงได้กับเรื่องระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์... มาถึงตรงนี้ เราก็เห็นชัดได้ว่าเหตุใดพระผู้สร้างของเราจึงสำแดงพระองค์เองในรูปพรรณสัณฐานเยี่ยงมนุษย์ ทรงมีพระพักตร์ ( อพย33.20 ) พระหัตถ์ ( 1ซมอ5.11 ) พระกร ( อสย53.1) พระกรรณ ( นหม1.6 ) พระเนตร ( โยบ24.23 ) และพระบาท ( นฮม1.3 ) ทั้งพระคัมภีร์ยังกล่าวว่า พระองค์ประทับบนพระที่นั่ง ( 1พกษ22.19 ) ทรงเหาะไป...โดยปีกของลม ( สดด18.10 ) ทรงสู้รบในสงคราม ( 2พศด32.8 , อสย63.1-6 ) ทั้งหมดนี้มิใช่คำพรรณนาสภาพที่พระเจ้าทรงเป็นจริงๆ แต่เป็นการกล่าวว่าพระองค์เป็นอย่างไรในการรับรู้ของเรา ซึ่งก็คือพระเจ้าผู้สูงส่งเหนือสรรพสิ่งทรงมีสัมพันธ์กับประชากรของพระองค์ในฐานะพันธมิตรของเขา พระเจ้าทรงดำรงพระองค์เช่นนี้ ต่อหน้าเรา ก็เพื่อน้อมนำเราให้มาสู่การนมัสการ รัก และไว้วางใจพระองค์ แม้ว่าในด้านความคิดความเข้าใจแล้ว เรายังเปรียบดังเด็กน้อยผู้ได้ยินได้ฟังพ่อแม่พูดภาษาเด็กกับตน และรู้จักผู้พูดเพียงส่วนเดียวเท่านั้น เสมอมา ( 1คร13.12 ) ... เราไม่ควรจะลืมว่า ในทุกๆกรณี ศาสนาศาตร์นั้นมีเพื่อการสรรเสริญพระเจ้า ความไว้วางใจพระเจ้าผู้ยิ่งใหญ่อย่างจริงแท้ที่สุด จะแสดงออกมาเป็นการนมัสการเสมอ และการนมัสการที่ถูกต้องแท้จริงจะสรรเสริญพระเจ้าผู้ทรงยิ่งใหญ่เกินกว่าที่เราจะรู้จักให้ถ่องแท้ได้เสมอ ขอพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเปิดเผยสำแดงความยิ่งใหญ่ของพระเจ้าให้ทุกคนเข้าใจด้วย..อาเมน การทำงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์เชื่อมต่อจากพระเยซูอย่างเป็นระบบ ( เป็นน้ำหนึ่ง.กับพระบิดาและพระบุตร..และยังทำงานอยู่ทุกวันนี้...)
เรายังมีอีกหลายสิ่งที่จะบอกแก่ท่านทั้งหลาย แต่เดี๋ยวนี้ท่านยังรับไว้ไม่ได้ เมื่อพระวิญญาณแห่งความจริงจะเสด็จมาแล้ว พระองค์จะนำท่านทั้งหลายไปสู่ความจริงทั้งมวล เพราะพระองค์จะไม่ตรัสโดยพลการ '..........ยน 16.12-13 พระปัญญา น้ำพระทัยสองด้านของพระเจ้าเป็นหนึ่งเดียว สาธุการแด่พระนามของพระเจ้าเป็นนิตย์สืบไป ปัญญาและฤทธานุภาพเป็นของพระองค์ดาเนียล 2.20
คำว่าสติปัญญาในพระคัมภีร์ หมายถึง การเลือกจุดหมายที่ดีที่สุด และ ทรงคุณธรรมสูงสุด พร้อมกับวิถีทางอันเหมาะสม และทรงประสิทธิภาพที่สุด ที่จะบรรลุจุดหมายนั้น สติปัญญาของมนุษย์สำแดงในหมวดวรรณกรรมแห่งภูมิปัญญาของพันธสัญญาเดิม ( โยบ สดุดี สุภาษิต ปัญญาจารย์ และเพลงซาโลมอน ซึ่งสอนว่าจะทนทุกข์ อธิษฐาน ดำรงชีวิต หาความสุข และรัก ได้อย่างไรตามลำดับ ) ตลอดจนในจดหมายฝากของยากอบ ( ซึ่งเป็นการสอนให้มีพฤติกรรมที่สอดคล้องกับการเป็นคริสเตียน ) นั่นหมายความว่าสติปัญญาก็คือ การรับเอาการ " เกรงกลัว " พระเจ้า ซึ่งก็คือการนมัสการและปรนิบัติพระองค์ด้วยความนับถือ ยำเกรง มาเป็นจุดหมายในชีวิตของตน ( สภษ1.7 , สภษ9.10 , ปญจ12.13 ) และปลูกฝังบ่มเพาะความสุขุมรอบคอบ ความแข็งแกร่งทรหด ความอดกลั้นใจ และความร้อนรน ให้เป็นวิถีทางสู่จุดหมายนั้น ส่วนพระปัญญาของพระเจ้าเห็นได้ใน พระราชกิจของพระองค์ ได้แก่ การเนรมิตสร้าง การธำรงรักษา และการไถ่มนุษย์จากบาป นั่นคือทรงเลือกสง่าราศีของพระองค์เองให้เป็นจุดหมายของพระองค์ ( สดด46.10 , อสย42.8 , อสย48.11 ) และทรงตัดสินพระทัยที่บรรลุจุดหมายนั้น โดยลำดับแรกสุด ทรงเนรมิตสร้างสรรพสิ่ง และผู้คนหลากหลายอันมหัศจรรย์ ( สดด104.24 , สภษ3.19-20 ) ลำดับที่สองโดยพระกรุณาจัดเตรียมสิ่งสารพันให้ ( สดด145.13-16 , กจ14.17 ) และลำดับที่สามโดย " พระปัญญา " แห่ง " พระคริสต์ผู้ถูกตรึงที่กางเขน " (1คร1;18-2;16 ) เพื่อไถ่บาปมนุษย์ ซึ่งปรากฎผลเป็นคริสตจักรทั่วโลก ( อฟ3.10 ) การทำให้สำเร็จตามพระปัญญาของพระเจ้า เกี่ยวพันถึงการสำแดงน้ำพระทัยของพระองค์ในความหมายทั้งสองแง่ของวลีนี้ ความหมายแรกอันเป็นความหมายหลัก น้ำพระทัยของพระเจ้าก็คือการทรงตัดสิน หรือ บัญชาว่าอะไรกำลังจะเกิดขึ้น ซึ่งหมายถึง " โดยพระประสงค์นิรันดร์ ตามแผนการแห่งน้ำพระทัยของพระองค์ เพราะเห็นแก่สง่าราศีของพระองค์เอง พระองค์ทรงกำหนดไว้ล่วงหน้าแล้วว่าสิ่งนั้นๆจะเกิดขึ้น " และน้ำพระทัยในความหมายนี้เรียกว่า น้ำพระทัยด้านความเป็นไป ดังที่กล่าวไว้ใน..เอเฟซัส 1.11 ส่วนความหมายในแง่ที่สองอันเนด้านรอง น้ำพระทัยของพระเจ้าก็คือ พระบัญชา ซึ่งหมายถึงคำสั่งสอนชี้นำที่ทรงประทานไว้ใน พระคัมภีร์ ถึงสิ่งที่มนุษย์ควรและไม่ควรประพฤติ บางครั้งเรียกว่า น้ำพระทัยด้านกฎบัญญัติ ( ดูรม12.2 , อฟ5.17 , คส1.9 ,1ธส4.3-6 ) ข้อเรียกร้องบางประการ ก็มีรากฐานมาจากพระลักษณะอันบริสุทธิ์ของพระองค์ ซึ่งเราต้องเรียนแบบ เช่น บัญญัติสิบประการ และบัญญัติข้อใหญ่สองข้อ ( อพย20.1-17 , มธ22.37-40 , ดู อฟ4;32-5;2 ) ข้อเรียกร้องบางประการก็เป็นพิธีที่พระเจ้าทรงตั้งขึ้น เช่น พิธีสุนัตและพิธีถวายบูชากับกฎบัญญัติเรื่องความบริสุทธิ์ในพันธสัญญาเดิม ตลอดจนพิธีบัพติศมา และพิธีศีลมหาสนิทที่ปฎิบัติกันในปัจจุบัน แต่ทั้งหมดนี้ก็ล้วนผูกพันจิตสำนึกผิดชอบเหมือนๆกัน นอกจากนี้แผนการในด้านความเป็นไปของพระเจ้า ก็ได้รวม " การดีต่างๆ " ซึ่งเกิดจากการเชื่อฟังที่ผู้เชื่อจะกระทำไว้ด้วยแล้ว( อฟ2.10 ) บางครั้งก็เป็นการยากที่จะเชื่อว่า การเชื่อฟังที่เรียกร้องความอดทน และถ่อมใจสูงซึ่งทำให้เราต้องตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบในโลกนี้ ( ดังที่การเชื่อฟังแบบจงรักภักดีต่อพระเจ้ามักจะนำเสนอมา ) เป็นส่วนหนึ่งของแผนการที่ทรงลิขิตไว้ก่อนแล้ว เพื่อจะเสริมส่งพระสิริของพระองค์ และเกิดผลดีต่อตัวเราเอง ( รม8.28 ) แต่เราต้องถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าโดยเชื่อตามนั้น และวันหนึ่งข้างหน้าเราจะพบว่าเป็นไปตามนั้นจริงๆ ทั้งนี้เพราะสติปัญญาของพระเจ้าล้ำลึกที่สุด และไม่เคยล้มเหลว การสำแดงน้ำพระทัยในด้านกฎบัญญัติกับการปกครองดูแลการตอบสนองของมนุษย์ผู้ตัดสินใจได้โดยเสรี เป็นวิธีหนึ่งที่ทรงใช้เพื่อให้น้ำพระทัยในด้านความเป็นไปประสพความสำเร็จ แม้ว่าการตอบสนองของมนุษย์จะมาในรูปของการไม่ศรัทธา และดื้อรั้น ไม่เชื่อฟังพระองค์ก็ตาม อ.เปาโลได้แสดงให้เห็นความจริงข้อนี้เมื่อเขาบอกชาวโรมว่า การไม่ศรัทธาของชาวอิสราเอลมีส่วนในแผนการของพระเจ้า ในอันที่จะเผยแพร่ข่าวประเสริฐให้กว้างขวางออกไป ( รม11.11-15 , รม11.25-32 ) การประจักษ์แจ้งความจริงข้อนี้ทำให้อ.เปาโลร้องออกมาว่า " โอ พระปัญญา และความรอบรู้ของพระเจ้านั้นล้ำลึกเท่าใด ...ขอพระสิริจงมีแด่พระองค์สืบๆไปเป็นนิตย์ อาเมน " ( รม11.33,36 ) ขอให้เราเปล่งเสียงร้องเช่นนี้ด้วยเถิด... ขอพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงสอนเรื่องพระปัญญาของพระเจ้าให้กับทุกคนเข้าใจ...อาเมน " ฤทธานุภาพทั้งสิ้นในสวรรค์ก็ดี ในแผ่นดินโลกก็ดี ทรงมอบไว้แก่เราแล้ว เหตุฉะนั้นเจ้าทั้งหลายจงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติให้เป็นสาวกของเรา ให้รับบัพติศมาในพระนามแห่งพระบิดา พระบุตร และพระวิญญาณบริสุทธิ์ สอนเขาให้ถือรักษาสิ่งสารพัดซึ่งเราได้สั่งพวกเจ้าไว้ นี่แหละเราจะอยู่กับเจ้าทั้งหลายเสมอไป จนกว่าจะสิ้นยุค " ( มธ28.18-20 )
พระเยซูตรัสว่า " เราเป็นทางนั้น เป็นความจริง และเป็นชีวิต ไม่มีผู้ใดมาถึงพระบิดาได้ นอกจากมาทางเรา " ...ยน 14.6...
" จงกลับใจใหม่ และรับบัพติสมา ในพระนามแห่งพระเยซูคริสต์สิ้นทุกคน เพื่อพระเจ้าจะรงยกความผิดบาปของท่านเสีย แล้วท่านจะได้รับพระราชทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ " ( กจ2.38 )
" แต่ท่านทั้งหลายจะได้รับพระราชทานฤทธิ์เดช เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิ์จะเสด็จมาเหนือท่าน และท่านทั้งหลายจะเป็นพยานฝ่ายเราทั้งในกรุงเยรูซาเล็ม ทั่วแคว้นยูเดีย แคว้นสะมาเรีย และจนถึงที่สุดปลายแผ่นดินโลก" ( กจ1.8 )
" และในพระองค์นั้นท่านทั้งหลายก็ได้วางใจเช่นเดียวกัน เมื่อท่านได้ฟังพระวจนะแห่งความจริงคือข่าวประเสริฐเรื่องความรอดของท่าน และได้เชื่อในพระองค์แล้วด้วย ท่านก็ได้รับการผนึกตราไว้ด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์แห่งพระสัญญา ผู้ทรงเป็นมัดจำแห่งมรดกของเรา จนกว่าเราจะได้รับการที่พระองค์ทรงไถ่ไว้แล้วนั้น มาเป็นกรรมสิทธิ์เป็นที่ถวายสรรเสริญแด่สง่าราศีของพระองค์ " ( อฟ1.13-14 )
" และพระองค์ทรงประทับตราเรา และประทานพระวิญญาณไว้ในใจของเราเป็นมัดจำด้วย " ( 2คร1.22 )
" เพราะว่าพระวิญญาณของพระเจ้าทรงนำผู้ใด ผู้นั้นก็เป็นบุตรของพระเจ้า " ( รม8.14 )
" ถ้าพระวิญญาณของพระเจ้าทรงสถิตอยู่ในท่านทั้งหลายจริงๆแล้ว ท่านก็มิได้อยู่ฝ่ายเนื้อหนัง แต่อยู่ฝ่ายพระวิญญาณ แต่ถ้าผู้ใดไม่มีพระวิญญาณของพระคริสต์ ผู้นั้นก็ไม่เป็นของพระองค์ และถ้าพระคริสต์อยู่ในท่านทั้งหลายแล้ว ร่างกายก็ตายไปเพราะบาป แต่จิตวิญญาณก็มีชีวิตเพราะความชอบธรรม แต่ถ้าพระวิญญาณของพระองค์ ผู้ทรงชุบให้พระเยซูเป็นขึ้นมาจากความตายทรงสถิตอยู่ในท่านทั้งหลาย พระองค์ผู้ทรงชุบให้พระคริสต์เป็นขึ้นมาจากความตายแล้วนั้น จะทรงกระทำให้กายซึ่งต้องตายของท่าน เป็นขึ้นมาใหม่ด้วย โดยพระวิญญาณของพระองค์ซึ่งทรงสถิตอยู่ในท่านทั้งหลาย " ( รม 8.9-11 ) พระเจ้า
ทรงเป็นพระวิญญาณ..................ยน4.24
ประกาศว่า.....
ทรงเป็นความสว่าง....................อสย60.19 , ยก1.17 , 1ยน1.5 ทรงเป็นความรัก.......................1ยน4.8 , 16 ไม่ประจักษ์แก่ตา.......................โยบ23.8-9 , ยน1.18 , ยน5.37 , คส1.15 , 1ทธ1.17 เหลือจะหยั่งรู้............................โยบ11.7 , สดด145.3 , อสย40.28 , รม11.33 เป็นอมตะ.................................รม1.23 ดำรงเป็นนิตย์............................ฉธบ33.27 , สดด90.2 , วว4.8-10 เป็นองค์อมตะ...........................1ทธ1.17 , 1ทธ6.16 ทรงฤทธิ์...................................ปฐก17.1 , อพย6.3 ทรงสัพพัญญู.............................สดด139.1-6 , สภษ5.21 , รม16.27 ทรงสถิตอยู่ทั่วไป.......................สดด139.7 , ยรม23.23 ไม่ทรงแปรปรวน.......................สดด102.26-27 , ยก1.17 ทรงรุ่งเรือง...............................อพย15.11 ทรงเป็นผู้สูงสุด.........................สดด83.18 , กจ7.48 ดีรอบคอบ.................................มธ5.48 บริสุทธิ์......................................สดด99.9 , อสย5.16 ยุติธรรม....................................ฉธบ32.4 เที่ยงแท้...................................ยรม10.10 , ยน17.3 เที่ยงธรรม................................สดด25.8 ชอบธรรม.................................อสร9.15 , สดด145.17 , อสย45.21 ทรงเป็นผู้ประเสริฐ....................สดด25.8 , สดด119.68 ใหญ่ยิ่ง.....................................2พศด2.5 , สดด83.18 , สดด86.10 ทรงพระกรุณา...........................สดด116.5 ทรงสัตย์ธรรม...........................1คร10.13 , สดด92.15 , 1ปต4.19 อุดมด้วยความรักมั่นคง..............สดด86.5 ทรงกริ้วช้า................................อพย34.6 ทรงหวงแหน.............................ยชว24.19 , นฮม1.2 เป็นเพลิงที่เผาผลาญ.................ฮบ12.29 ไม่มีพระเจ้าอื่นใด......................ฉธบ4.35 , อสย44.6 ก่อนพระองค์ ไม่มีพระใด............อสย43.10 ไม่มีผู้ใดเหมือนพระองค์.........อพย9.14 , ฉธบ33.26 , 2ซมอ7.22 , อสย46.5,10 , ยรม10.6 ผู้ที่ดีมีแต่พระเจ้าองค์เดียว..........มธ19.17 ทรงสถิตในสวรรค์และแผ่นดินโลก....................1พกษ8.27 , ยรม23.24 ต้องนมัสการด้วยจิตวิญญาณและความจริง.........ยน4.24 พระเจ้าองค์เดียว ต้องรักษากฎเกณฑืและธรรมบัญญัติของพระองค์.................ฉธบ 4.39-40 ต้องรักพระองค์ด้วยสุดจิตสุดใจ............................................ฉธบ6.4-5 , มก12.29-30
อ้างโดย
พระเจ้าเอง.............................................อสย44.6,8 , อสย45.18,21 พระคริสต์...............................................มก12.29 , ยน17.3 โมเสส...................................................ฉธบ4.39 , ฉธบ6.4 อัครทูต..................................................1คร8.4,6 , อฟ4.6 , 2ธท2.5 พระเยซูกับพระบิดาเป็นหนึ่งเดียวกัน.........ยน10.30 , ยน14.9-11 , 1ยน5.7
สำแดงออกโดย.......
ความยิ่งใหญ่และการอัศจรรย์...................2ซมอ7.22 , สดด86.10 ทรงสร้างสิ่งสารพัดและบำรุงรักษา.............อสย44.24 , อสย45.5-8 ทรงรู้เหตุการณ์ในอนาคต.........................อสย46.9-11 ทรงมีอำนาจไม่จำกัด.............................. ฉธบ32.39 เป็นผู้เดียวที่ควรรับการนมัสการทั้งในฟ้าสวรรค์และแผ่นดินโลก.....นหม9.6 , มธ4.10 ทรงดีแต่ผู้เดียว........................................มธ19.17 ทรงเป็นผู้ช่วยให้รอด................................อสย45.21-22 ทรงยกโทษ..............................................มคา7.18 , มก2.7 ทรงนำพลไพร่ออกจากการเป็นทาสด้วยหมายสำคัญ ด้วยการอัศจรรย์...ฉธบ4.32-35 พระเยซูคริสต์ที่พระองค์ทรงใช้มา..............ยน17.3 ธรรมิกชนกล่าวยืนยัน................................2ซมอ7.22 , 2พกษ19.15 , 1พศด17.20 คนทั้งหลายควรรู้และยอมรับ......................ฉธบ4.35 , สดด83.18 อาจเชื่อแต่ไม่ประพฤติตาม........................ยก2.19-20 ไตรเอกานุภาพ.........
หลักพิสูจน์จากพระคัมภีร์.....................มธ3.16-17 , มธ28.19 , รม8.9 , 1คร12.3-6 , ................................................... 2คร13.14 , อฟ4.4-6 , 1ปต1.2 , ยด20.21 , วว1.4-5 พระนามที่ใช้สำหรับ............................อพย20.1-2 , ยน20.28 , กจ5.3-4
อธิบายไว้........
ทรงพระชนม์อยู่.................................รม16.26 , วว22.13 , ฮบ9.14 บริสุทธิ์..............................................วว4.8 , วว15.4 , กจ3.14 , 1ยน2.20 สัตย์จริง.............................................ยน7.28 , วว3.7 ทรงสถิตอยู่ทุกแห่ง..............................ยรม23.24 , อฟ1.23 , สดด139.7 ทรงฤทธานุภาพใหญ่ยิ่ง................... ปฐก17.1 , วว1.8 , รม15.19 , ยรม32.17 , ฮบ1.3 , ........................................................ ลก1.35 ทรงหยั่งรู้ทุกสิ่ง...................................กจ15.18 , ยน21.17 , 1คร2.10-11 เป็นผู้ทรงสร้าง..................................ปฐก1.1 , คส1.16 , โยบ33.4 , สดด148.5 , ยน1.3 , .........................................................โยบ26.13 ทรงชำระให้บริสุทธิ์.............................1คร1.30 , ทต2.14 , 1ปต1.2 , ฮบ10.10 เป็นเจ้าแห่งจิตวิญญาณ.......................ฮบ13.21 , คส1.29 , 1คร12.11 เป็นต้นเหตุแห่งชีวิตนิรันดร์..................รม6.23 , ยน10.28 , กท6.8 เป็นผู้สั่งสอน.......................................อสย54.13 , ลก21.15 , ยน14.26 , อสย48.17 , ........................................................ กท1.12 , 1ยน2.20 ทรงชุบให้พระคริสต์คืนพระชนม์...........1คร6.14 , ยน2.19 , 1ปต3.18 ทรงดลใจผู้เผยพระวจนะฯลฯ................ฮบ1.1 , 2คร13.3 , มก13.11 ให้ศิษยาภิบาแก่คริสตจักร.....................ยรม3.15 , อฟ4.11 , กจ20.28 , ยรม26.5 , ..........................................................มธ10.5 , กจ13.2 ความรอดเป็นกิจการของ......................2ธส2.13 , ทต3.4-6 , 1ปต1.2 ให้ศีลบัพติศมาในนามแห่ง....................มธ28.19 อวยพรในพระนามของ..........................2คร13.14 พระกรุณาคุณของพระเจ้า........
เป็นโดยพระคริสต์......................อฟ 2.7 , ทต3.4-6 เป็นพระลักษณะของพระเจ้า........สดด62.12 , ยน4.2
อธิบายไว้........
ใหญ่หลวง...............................นหม9.17 , สดด117.2 ประเสริฐ................................สดด36.7 , สดด69.16 เต็มเปี่ยม...............................อฟ2.4 มหัศจรรย์...............................สดด17.7 ,สดด31.21 อุดม.......................................สดด86.5,15 อุดมสมบูรณ์...........................อสย63.7 นิรันดร์...................................อสย54.8 ดำรงเป็นนิตย์.........................สดด89.28 , สดด106.1 , สดด107.1 , สดดบท136 ดีกว่าชีวิต...............................สดด63.3 ผู้ใดฉลาด , ให้เขาพิจารณาถึง......สดด107.43 แผ่นดินโลกเต็มไปด้วย................สดด119.64
ธรรมิกชน.....
ยินดีใน.......................................................สดด31.7 หมั้นไว้ด้วย.................................................ฮชย2.19 ทรงสถาปนาไว้ , อย่างภูเขาเข้มแข็ง.............สดด30.7 สงวนไว้เป็นนิตย์..........................................สดด40.11 ปฎิบัติตามพระโอวาท..................................สดด119.88 รับการเล้าโลมด้วย......................................สดด119.76 ทรงลบการทรยศออกไป..............................สดด51.1 , อสย54.8 พระเจ้าทรงฟังเสียงทูลของ,ตาม..................สดด119.149 คำนึงถึง.....................................................สดด26.3 , สดด48.9 คำอธิษฐานในยามทุกข์...............................สดด42.7-8 สวมมงกุฎแห่ง...........................................สดด103.4 จะไม่ถอนไปจากธรรมิกชน.........................สดด89.33 ขอให้ระลึกถึง , เมื่ออธษฐาน.......................สดด25.6 , สดด89.49
อธิษฐานเพื่อ.....
ขอรับ................................................สดด119.58 ทรงสำแดง........................................สดด17.7 , สดด143.8 ให้ประทานต่อไป................................สดด36.10 พระเจ้าทรงสำแดง.............................2ซมอ2.6 ร้องเพลงสรรเสริญพระเจ้าเพื่อ............สดด92.1-2 , สดด138.2 ประกาศแก่ผู้อื่น..................................สดด50.10 ทรงโปรดปรานแผ่นดิน........................สดด85.1 ถวายพระสิริแก่พระนามของพระองค์.....1พศด16.34 , สดด115.1 , สดด118.1-4 , 29
ทรงสำแดงต่อ.....
ผู้รับใช้ของพระองค์............................1พกษ8.23 ผู้ที่ยำเกรงพระองค์............................สดด103.17 , ลก1.50 ผู้ที่วางใจใน......................................สดด52.8 , สดด130.7 , สดด147.11 พระเมตตากรุณาของพระเจ้า..........
เป็นลักษณะของพระเจ้า...........................อพย 34.6-7 , กดว 14.18 .นหม 9.17 , 2 คร1.3 ,..................................................................อสย54.7
อธิบายไว้.....
ล้นเหลือ......................................................พคค3.32 อุดม............................................................สดด.103.8 นิรันดร์........................................................อสย54,8 เอ็นดู...........................................................สดด103.4 ,145.9 มีมาแต่กาลก่อน...........................................สดด25.6 เป็นของใหม่อยู่ทุกเวลาเช้า...........................พคค3.23 มีอยู่เหนือพระราชกิจทั้งสิ้นของพระองค์..........สดด145.9 ทรงพอพระทัยใน..........................................มคา7.18
สำแดงออก.........
ในการประทานพระคริสต์.............................ลก1.78 ทรงช่วยให้รอด...........................................ทต3.5 ทรงกริ้วช้า.................................................ยอล2.13 ไม่มีที่สิ้นสุด...............................................พคค3.22 , ดนล9.9 จะไม่กริ้วเป็นนิตย์.......................................ยรม3.12 ,ฮชย14.4 ต่อคนที่สารภาพและละทิ้งความชั่ว...............สดด32.5 ,สภษ28.13 , อสย55.7 ,ลก15.18-20 ต่อผู้ที่ถูกข่มใจ...........................................อสย49.13 ,อสย54.7 ต่อลูกกำพร้า...............................................ฮชย14.3-4 ต่อผู้ที่พระองค์ทรงโปรด...............................ฮชย2.23
เราควร.........
อธิษฐานขอเพื่อตนเอง.....................................สดด6.2 อธิษฐานขอเพื่อคนอื่น......................................กท6.16 , 1ทธ1.2 , 2ทธ1.18 ขอในการอธษฐาน...........................................สดด6.4 ,สดด25.6 ,สดด51.1 ถวายโมทนา...................................................ยรม33.11 แบบอย่างพระที่นั่งกรุณา..................................อพย25.17
ตัวอย่าง.......
โลท.................................................................ปฐก19.16,19 เอปาโฟรดิทัส...................................................ฟป2.27 อ.เปาโล...........................................................1ทธ1.13 ความสัตย์ซื่อของพระเจ้า......
เป็นพระลักษณะของพระองค์..............................ปฐก49.7 , 1คร1.9 ,1ธส5.24
อธิบายไว้..........
ใหญ่ยิ่ง............................................................พคค3.32 ตั้งอยู่เป็นนิตย์...................................................สดด89.2 อยู่รอบพระองค์.................................................สดด89.8 ทรงไว้..............................................................สดด89.33 , 2ทธ2.13 ไปถึงเมฆ........................................................สดด36.5 ดำรงอยู่ทุกชั่วชาติพันธ์......................................สดด119.90 , สดด146.6 ทรงตอบคำอธิษฐาน...........................................สดด143.1 ต้องประกาศ......................................................สดด40.10 , สดด89.1
สำแดง...........
ได้ทรงกระทำอัศจรรย์....................................อสย25.1 โดยให้ธรรมิกชนทุกข์ยาก..............................สดด119.75 โดยทำให้พันธสัญญาสำเร็จ.........................1พกษ8.20 , สดด132.11 ,มคา7.20,ฮบ10.23 ทรงรักษาพันธสัญญาของพระองค์....................ฉธบ7.9 , สดด111.5 ทรงกำหนดบรรดาพระโอวาทของพระองค์.........สดด119.138 ในการลงโทษความผิดบาป...............................ยรม23.20 , ยรม51.29 ในการยกบาป..................................................1ยน1.9 ในการเสริมกำลังธรรมิกชน..............................สดด89.24 ,2ธส3.3 หนุนใจให้ธรรมิกชนฝากวิญญาณจิตไว้..............1ปต4.19 ควรสรรเสริญ..................................................สดด.89.5 ,สดด.92.2
ความสัตย์สุจริตของพระเจ้า......
เป็นพระลักษณะของพระองค์................................ฉธบ32.4 , อสย65.16 เดินนำหน้าพระองค์.............................................สดด89.14 ทรงรักษาไว้เป็นนิตย์...........................................สดด146.6
อธิบายไว้..........
เหลือล้น.............................................................สดด86.15 บริบูรณ์..............................................................อพย.34.6 ลบล้างไม่ได้.......................................................กดว23.19 , ทต1.2 สูงถึงเมฆ..........................................................สดด57.10 ดำรงค์อยู่ทุกชั่วชาติพันธ์.....................................สดด100.5 จะร่วมกับความรักในการทรงไถ่...........................สดด85.10
สำแดงโดย............
แผนงานที่ทรงดำริไว้นานมาแล้ว..........................อสย25.1 วิธีการของพระองค์.............................................วว.15.3 พระราชกิจของพระองค์.......................................สดด33.4 , สดด111.7 , ดนล4.37 กฎหมายของพระองค์..........................................สดด19.9 ทรงพิพากษาโลกด้วยความชอบธรรม....................สดด96.13 พระวจนะของพระองค์.........................................สดด119.160 , ยน17.17 พระสัญญาของพระเจ้าสำเร็จโดยพระเยซู.............2คร1.20 ทำให้คำปฎิญาณสำเร็จ........................................มคา7.20 บรรดาผู้ที่รักษาพันธสัญญาของพระองค์.................สดด25.10 การช่วยธรรมิกชนให้รอด......................................สดด57'3 การพิพากษาคนชั่ว...............................................วว16.7 ทรงระลึกถึง , ต่อธรรมิกชน...................................สดด98.3 เป็นโล่และดั้งป้องกันธรรมิกชน..............................สดด91.4 เราควร.........
วางใจใน.............................................................สดด31.5 ,ทต1.2 ขอในการอธิษฐาน...............................................สดด89.49 ขอให้พระวจนะดำรงอยู่........................................2พศด6.17 อธิษฐานขอพระเจ้าให้ทรงสำแดง, แก่ผู้อื่น.............2ซมอ2.6 สำแดงแก่ลูก........................................................อสย38.19 ร้องเพลงสรรเสริญ................................................สดด71.22 , สดด138.2
ผู้ที่ปฎิเสธคือ.......
พญามาร................................................ปฐก3.4-5 ผู้ที่กล่าวว่าไม่ได้ทำบาป...........................1ยน1.10 ผู้ที่ไม่เชื่อ...............................................1ยน5.10
สำแดงต่อ..............
อับราฮัม..................................................ปฐก24.27 ยาโคบ.....................................................ปฐก32.10 ชนชาติอิสราเอล.......................................สดด98.3 การอดกลั้นพระทัยของพระเจ้า....
เป็นพระลักษณะของพระองค์.......................อพย34.6 , กดว14.18 ,สดด86.15 เป็นการช่วยเราให้รอด................................2ปต3.15 โดยการขอร้อง............................................ลก13.8-9 ชักนำให้กลับใจใหม่....................................รม2.4 , 2ปต3.9 เรียกร้องให้กลับมาหาพระเจ้า......................ยลอ2.13 สำแดงในการยกบาปที่ได้ทำไป.....................รม3.25
สำแดงต่อ..........
ชนชาติอิสราเอล..........................................อสย30.18 , อสค20.17 คนชั่ว.........................................................รม9.22 , 1ปต3.20 ผู้ที่ขอต่อพระองค์.........................................ยรม15.15 มีเขตจำกัด..................................................ปฐก6.3 , ยรม44.22
คนชั่ว...........
เจตนามุ่งที่จะทำความอธรรม........................ปญจ 8.11 , มธ24.48-49 ประมาท.......................................................รม2.4 รับโทษเพราะไม่เชื่อฟัง..................................นหม9.30 , มธ24.48-51 , รม2.5 แสดงถึง........................................................ลก13.6,9
ตัวอย่าง...........
มนัสเสห์และประชาชนของพระองค์..................2พศด33.10-13 ชาติอิสราเอล..................................................สดด78.38 , อสย48.9 กรุงเยรูซาเล็ม................................................มธ23.37 อ.เปาโล.........................................................1ทธ1.16 พระดำริและพระประสงค์ของพระเจ้า.....
เป็นใหญ่.....................................................ยรม32.19 วิเศษ.........................................................อสย28.29 ดำรงอยู่.............................................. สดด33.11 สภษ19.21 , ยรม4.28 , รม9.11 , ............................................................ ฮบ6.17 มีอำนาจใหญ่ยิ่ง............................................อสย40.13-14 , ดนล4.35 นิรันดร์.........................................................สดด33.11 , อฟ3.11 มั่นคง...........................................................อสย25.1 ไม่มีใครลบล้างได้..........................................อสย14.27 จะเป็นไปอย่างนั้น...........................................อสย14.24 , อสย46.11 พระเยซูถูกมอบ ถูกประหารเป็นไปตาม............กจ2.23 , กจ4.28 ธรรมิกชนถูกเรียกและช่วยเราให้รอดตาม........รม8.28 , 2ทธ1.9 จะทรงรวบรวมทุกสิ่งไว้ตาม.............................อฟ.1.9-10 ทรงกระทำทุกสิ่งตาม......................................อฟ1.11 ผู้รับใช้พระเจ้าไม่ควรย่อท้อในการกล่าว...........กจ20.27 จงฟัง.............................................................ยรม49.20 ,ยรม50.45 ไม่มีใครรู้.......................................................ฉธบ29.29 , มธ24.36 , กจ1.7
คนชั่ว........
ไม่เข้าใจ.........................................................มคา4.12 ดูหมิ่น.............................................................อสย5.19 ไม่ยอมรับ........................................................ลก7.30
|