|
มิใช่ทุกคนที่ร้องแก่เราว่า พระองค์เจ้าข้า พระองค์เจ้าข้า จะได้เข้าในอาณาจักรแห่งสวรรค์ 
แต่ผู้ที่ปฏิบัติตามพระทัยพระบิดาของเราผู้ทรงสถิตในสวรรค์จึงจะเข้าได้
จะเห็นได้ว่าเราซึ่งเป็นคต.ไม่ใช่มีทางเลือกอะไรได้มากนักน๊ะ ...คนฉลาดก็ยอมรับการเปลี่ยนแปลงไปเลยไม่ดีกว่า หรือ..ถ้าท่านไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง....ท่านต้องกินผลของท่านเองที่ท่านหว่านเอาไว้ ....ไม่ว่าเรื่องที่ท่านหว่านจะเป็นเรื่องอะไรก็ตาม...มันจะส่งผลให้ในไม่ช้า.....นี่ไงที่พระเจ้าบอกกับเราว่า..... " ทางของพระเจ้าเป็นทางแคบและเป็นทางเดียว " ....
สุดท้ายเราก็ต้องกลับมาที่การยอมจำนนต่อพระเจ้าอยู่ดี...เราน่าจะให้ความร่วมมือไปเลยตั้งแต่เริ่มต้นจะไม่ดีกว่าหรือ...ดีกว่าเดินวนเวียนอยู่ในถิ่นทุรกันดารอยู่นั่นแหละ...แล้วยังไม่พอ..ท่านยังไม่ได้เข้าแผ่นดินคานานอันอีก..จะเห็นได้ว่า...มีแต่เสียกับเสีย...พระพรในโลกก็ไม่ได้...โลกหน้าก็ริบหรี่...ไม่เป็นที่พอพระทัยพระเจ้าอีก...
สำหรับคนที่ไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง...เรามีข้อพระคำมาฝาก...( โบนัสชิ้นใหญ่รอท่านอยู่ )
มัทธิว..7:18 ต้นไม้ดีจะเกิดผล เลวไม่ได้ หรือต้นไม้เลว จะเกิดผลดีก็ไม่ได้ 7:19 ต้นไม้ทุกต้นซึ่งไม่เกิดผลดีย่อมต้องถูกฟัน ลงและทิ้งเสียในไฟ 7:20 เหตุฉะนั้น ท่านจะรู้จักเขาได้เพราะผลของเขา มัทธิว 3.10บัดนี้ขวานวางไว้ที่โคนต้นไม้แล้ว..และทุกต้นที่ไม่เกิดผลดี..จะต้องตัดแล้วโยนทิ้งในกองไฟ.. มัทธิว 7:13 จงเข้าไปทางประตูแคบ เพราะว่าประตูใหญ่และทางกว้างนั้นนำไปถึงความ พินาศ และคนที่เข้าไปทางนั้นมีมาก 7:14 เพราะว่าประตูซึ่งนำไปถึงชีวิตนั้นก็คับและทางก็แคบ ผู้ที่หาพบก็มีน้อย คำอุปมาเกี่ยวกับต้นมะเดื่อที่ไร้ผล ...(อสย 5:1-7; มธ 21:18-20)
ลูกา....13:6 พระองค์ตรัสคำอุปมาต่อไปนี้ว่า "คนหนึ่งมีต้นมะเดื่อต้นหนึ่งปลูกไว้ในสวนองุ่นของตน และเขามาหาผลที่ต้นนั้นแต่ไม่พบ 13:7 เขาจึงว่าแก่คนที่รักษาสวนองุ่นว่า `ดูเถิด เรามาหาผลที่ต้นมะเดื่อนี้ได้สามปีแล้ว แต่ไม่พบ จงโค่นมันเสีย จะให้ดินรกไปเปล่าๆทำไม' ( จะให้ดินจืดไปเปล่าๆ..ทำไม ) 13:8 แต่ผู้รักษาสวนองุ่นตอบเขาว่า `นายเจ้าข้า ขอเอาไว้ปีนี้อีก ให้ข้าพเจ้าพรวนดินเอาปุ๋ยใส่ 13:9 แล้วถ้ามันเกิดผลก็ดีอยู่ ถ้าไม่เกิดผล ภายหลังท่านจงโค่นมันเสีย มัทธิว 7:21 มิใช่ทุกคนที่ร้องแก่เราว่า พระองค์เจ้าข้า พระองค์เจ้าข้า จะได้เข้าในอาณาจักรแห่งสวรรค์ แต่ผู้ที่ปฏิบัติตามพระทัยพระบิดาของเราผู้ทรงสถิตในสวรรค์จึงจะเข้าได้ 7:22 เมื่อถึงวันนั้นจะมีคนเป็นอันมากร้องแก่เราว่า พระองค์เจ้าข้า พระองค์เจ้าข้า ข้าพระองค์ได้พยากรณ์ในพระนามของพระองค์ และได้ขับผีออกในพระนามของพระองค์ และได้กระทำการมหัศจรรย์เป็นอันมากในพระนามของพระองค์มิใช่หรือ 7:23 เมื่อนั้นเราจะแจ้งแก่เขาว่า เราไม่เคยรู้จักเจ้าเลย เจ้าผู้กระทำความชั่วช้า ..จงไปเสียให้พ้นจากเรา สรุป..การพึ่งพาพระวิญญาณบริสุทธิ์จำเป็นที่ทุกคนต้องได้รับจริงๆ.....เพราะได้ผลประโยชน์ทั้งโลกนี้และโลกหน้า พี่น้องในพระคริสต์....การพึ่งพระวิญญาณบริสุทธ์...แบบเป็นประจำจนประสบความสำเร็จในระดับนึงแล้ว...คุณรู้ไม๊ว่าจะทำให้เกิดผลอะไรตามมาอีก......เราจะเชื่อฟังพระวิญญาณบริสุทธิ์..และรู้จักพระองค์ ..รักพระองค์... ระลึกถึงพระองค์ .................และทำตามอย่างพระองค์ ...และผลก็จะเป็นว่าเราจะทำสำเร็จตามเป้าหมายของบทบัญญัติที่พระเจ้าให้มา 2ข้อ อย่างอัตโนมัตินั่นเอง คือ..รักพระเจ้า และรักเพื่อนบ้านของเรา...
มัทธิว.........( อ่านเพิ่มอีก มก12.28-34 )
22:37 พระเยซูทรงตอบเขาว่า "`จงรักองค์พระผู้เป็นเจ้าผู้เป็นพระเจ้าของเจ้า ด้วยสุดจิตสุดใจของเจ้า และด้วยสิ้นสุดความคิดของเจ้า' 22:38 นี่แหละเป็นพระบัญญัติข้อต้นและข้อใหญ่ 22:39 ข้อที่สองก็เหมือนกัน คือ `จงรักเพื่อนบ้านเหมือนรักตนเอง' 22:40 พระราชบัญญัติและคำพยากรณ์ทั้งสิ้นก็ขึ้นอยู่กับพระบัญญัติสองข้อนี้ ถ้าเราทุกคนศึกษาพระคำกันอย่างจริงแล้วเราจะรู้เลยว่า........บทบัญญัติของพระเจ้าไม่เป็นภาระหนัก..สามมารถย่อลงมาเป็นหลักการง่ายๆแค่ 2 ข้อคือ รักพระเจ้า..และรักคนอื่น.. พระเยซูบอกเราว่า...ใครก็ตามที่ปฎิบัติตาม 2 ข้อนี้ครบถ้วน ...คนนั้นก็ได้รักษาพระบัญญัติอื่นๆทุกข้อแล้ว...เพราะพระบัญญัติ 2 ข้อนี้...ประมวลความพระบัญญัติสิบประการ..และบัญญัติด้านศีลธรรมในพระคัมภีร์เดิมทั้งสิ้นไว้แล้ว ( อ่านฉธบ 6.5) และ(ลนต19.18 )
เห็นไม๊พี่น้อง...มันไม่ยากอย่างที่คิด...พระวิญญาณบริสุทธิ์ต้องการทำงานในชีวิตเราจริงจริง...เพื่อให้เราเป็นทั้งเกลือและแสงสว่างในที่สุดด้วย....มันส่งผลถึงกันอย่างเป็นระบบและง่ายๆ..ไม่ยุ่งยากเลย..เราไม่จำเป็นต้องจบศาสนศาสตร์แล้วถึงจะตีแตกพระคำทั้งเล่มแล้วถึงจะดำเนินชีวิตให้เข้าใจได้.............จงขอบคุณพระวิญญาณบริสุทธิ์.. ภาพที่พระคริสต์เป็นศีรษะของคริสตจักร...และคริสตจักร(พวกเราทุกคนที่เชื่อเป็นพระกาย)
เมื่อพระวิญญาณบริสุทธิทำงานกับผู้เชื่อทุกคนอยู่..มันจะต้องเกิดผลอย่างแน่นอน....คือจะส่งผลไปสู่ความร่วมมือฝ่ายวิญญาณนั่นเอง ขณะที่เราทุกคนได้รับการเปลี่ยนแปลงจากพระวิญญาณบริสุทธิ์อยู่...อาจจะมากบ้าง..น้อยบ้าง...ไม่ใช่ปัญหา..
ขบวนการการทำงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่ทำงานในสมาชิกและผู้รับใช้...จะส่งผลออกมาเป็นรวมภาพใหญ่คือคริสตจักรนั่นเอง...ผู้รับใช้จะไม่ต้องทำงานหนักแต่เพียงผู้เดียว(งานจะไม่ไปกองอยู่กับผู้รับใช้เท่านั้น ) สมาชิกทุกคนมีของประทานกันทุกคนอยู่แล้วเพราะพระเจ้าให้มานั่นเอง..แล้วสมาชิกก็คงทนไม่ได้ที่จะอยู่เฉยๆ..เพราะต้องการรับใช้พระเจ้าแล้ว...ต้องการเป็นพี่เลี้ยงกัน...ต้องการนำวิญญาณผู้คนมาหาพระเจ้ากัน...( ร้อนรนนั่นเอง )
พระวิญญาณบริสุทธิ์จะกระตุ้นให้พวกเค้าไปทำงานตามภาระใจที่พระเจ้าให้มาตามของประทาน ต่างๆ...( อ่าน1คร12 ทั้งบท ) อย่างเป็นระบบ+มีระเบียบด้วย ..... การอัศจรรย์ของการฟื้นฟูเริ่มต้นจากสิ่งเล็กน้อยของผู้เชื่อที่ร้อนรนรวมตัวกันจนก่อตัวใหญ่ขึ้นเรื่อยๆส่งผลไปเป็นภาพใหญ่คือทุกคจ.ทั้งประเทศ........คือได้รับการเจิมครั้งยิ่งใหญ่.......ส่งผลกระทบต่อไปยังป.เพื่อนบ้าน........และส่งผลกระทบไปทั่วโลกในที่สุด...
ที่พระเจ้าตรัสว่าข่าวประเสริฐจะไปยังทั่วโลก ก็ต้องเป็นจริง..(.อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ) กลับมาที่คริสตจักรต่อ....
รากของปัญหาของคริสตจักร.ทุกวันนี้คือ...ผู้เชื่อไม่เข้าใจการติดตามพระเยซูแบบเข้าใจอย่างง่ายๆ..เพราะอะไร...เพราะผู้นำสอนพระพระคำของพระเจ้าให้เข้าใจยากนั่นเอง...มันไม่สามารถเอาไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง...พวกเค้าจึงสับสน...จึงไม่มีทางออก...พวกเค้าไม่รู้วิธีการพึ่งพระวิญญาณบริสุทธิ์อย่างง่ายๆ....ระบบการสอนที่เน้น ศาสนศาสตร์มากเกินไป...เป็นตัวปัญหาไปซะแล้ว...พระคุณไม่เป็นพระคุณที่แท้จริง...แต่กลับไปเป็นระบบธรรมบัญญัติโดยไม่รู้ตัว...( ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน)..........
เราต้องขอพระเจ้าเปิดเผยสำแดงให้คริสตจักรต่างๆเห็นภาพว่า...พระคุณเป็นพระคุณแบบไหน...ที่จะช่วยให้ผู้คนหลุดพ้นจาการยากลำบากได้จริง...
ส่วนธรรมบัญญัติที่พระเจ้าให้มานั้นมันเป็นแค่กระจกส่องให้เรารู้ว่า..เราไปถึงไหนกันแล้วเท่านั้น มีคต.จำนวนมากเข้าใจผิดใช้ความพยายามด้วยตนเอง( ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ) เหมือนศาสนาอื่นทั่วไปเค้าทำกัน...เพื่อทำให้ชีวิตของตนดีขึ้นและให้พระเจ้าพอใจ..เพื่อให้พระเจ้าอวยพระพรพวกเค้ามากขึ้น.....ซึ่งเป็นวิธีที่ผิดและเสียเวลามาก..มันเหนื่อยอ่ะ..ใครจะไปทำได้ตลอดเวลา..พี่น้องคิดดูให้ดีน๊ะ..(ระหว่างการพึ่งพระวิญญาณ..กับพึ่งตัวเอง)..เราเชื่อว่าทุกคนคงลิ้มรสมันมากันแล้ว..ไม่มากก็น้อย...โธ๋ลูกของพระเจ้าจ๋า...เมื่อไรจะฉลาดกันน้า....มีพระผู้ช่วยแล้วไม่รู้จักพึ่งกัน...น่าส่งสารจริงๆ ความเหนื่อยเป็นผลมาจากการพึ่งวิธีที่ผิดกัน....
จริงๆแล้ววิธี....ที่ถูกต้องที่สุดคือการพึ่งพระวิญญาณบริสุทธิ์....( พระเจ้าส่งพระผู้ช่วยอันอัศจรรย์มาให้เราทุกคนกันแล้ว ) ....พระวิญญาณบริสุทธิ์ไม่ใช่คนรับใช้เราแต่เป็นผู้พระช่วยเปรียบสเหมือนแม่นม( อะไรประมาณนั้น )ที่คอยดูแลชีวิตของเรา..ขอให้ทำความเข้าใจกันด้วยน๊ะ.. คริสตจักรทุกวันนี้ไม่ยอมใช้บริการกันเอง...จะไปโทษใคร....( สับสนในการพึ่งพาพระวิญญาณ )
ถ้าผู้รับใช้สับสนในการพึ่งพาพระวิญญาณ...จะส่งผลไปสู่สมาชิกสับสนตาม....และถ้าสมาชิกสับสน.......เป็นอันว่าสับสนกันไปสบสนกันมา...( หมดเวลา )...สุดท้ายแล้วคนที่สับสนจะไปอธิบายให้คนอื่นเข้าใจได้ไงแล้ว....ผู้เชื่อที่สับสนในชีวิตจะไปนำคนมาเชื่อพระเจ้าได้ไง...แค่จะเอาตัวเองรอดยังไม่มีปัญญาเลย...จะไปช่วยเหลือคนอื่นก็ไม่ต้องพูดถึง...จริงไม๊พี่น้อง ถึงเวลาเปลี่ยนแปลงได้แล้ว คริสตจักรพระเจ้ากำลังจะเสด็จกลับมาแล้ว..เราต่างสัมผัสได้ว่า..เวลาเดี๋ยวนี้เร็วมาก...วันหนึ่งหมดไปเร็วมาก...นี่ก็จะสิ้นปีอีกแล้ว...เราควรมานั่งคิดกันว่าเราควรปรับปรุงเรื่องการพึ่งพระวิญญาณบริสุทธิ์กันให้มากเข้าไว้..ขอพระวิญญาณเปิดเผยสำแดงให้เรารู้แผนการที่ยิ่งใหญ่แล้วเห็นเป็นรูปธรรมจริง...ขอบคุณพระวิญญาณบริสุทธิ์ที่จะช่วยเราทุกคน.อาเมน .. พระเยซูประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ฉันใด เราทุกคนก็จะประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ฉันนั้น..อาเมน
" เราทูลขอพระบิดา และพระองค์จะประทานผู้ช่วยอีกผู้หนึ่งให้แก่ท่าน เพื่อจะได้อยู่กับท่านตลอดไป คือ พระวิญญาณแห่งความจริง ซึ่งโลกรับไว้ไม่ได้ เพราะแลไม่เห็น และไม่รู้จักพระองค์ ท่านทั้งหลายรู้จักพระองค์ เพราะพระองค์ทรงสถิตอยู่กับท่าน และจะประทับอยู่ในท่าน " ( ยน14.16 )
" แต่องค์ผู้ช่วยคือ พระวิญญาณซึ่งพระบิดาจะทรงใช้มาในนามของเรานั้น จะทรงสอนท่านทั้งหลายทุกสิ่ง และจะให้ท่านระลึกถึงทุกสิ่งที่เราได้กล่าวไว้แก่ท่านแล้ว " ( ยน14.26 )
" อย่างไรก็ตามเราจะบอกความจริงแก่ท่านทั้งหลาย คือการที่เราจากไปนั้นก็ เพื่อประโยชน์ของท่าน เพราะถ้าเราไม่ไป...องค์พระผู้ช่วยก็จะไม่เสด็จมาหาท่าน ...แต่ถ้าเราไปแล้ว...เราก็จะใช้พระองค์มาหาท่าน ...เมื่อพระองค์นั้นเสด็จมาแล้ว...พระองค์จะทรงกระทำให้โลกรู้แจ้งในเรื่องความผิด...ความชอบธรรม...และการพิพากษา "..(ยน16.7-8 )
เมื่อพระวิญญาณแห่งความจริงจะเสด็จมาแล้ว ...พระองค์จะนำท่านทั้งหลายไปสู่ความจริงทั้งมวล ...เพราะพระองค์จะไม่ตรัสโดยพลการ...( ยน16.13 ) 1ทิโมธี 6:11 แต่ท่านผู้เป็นคนของพระเจ้า จงหลีกหนีเสียจากสิ่งเหล่านี้ จงมุ่งมั่นในความชอบธรรม ในทางของพระเจ้า ความเชื่อ ความรัก ความอดทน และความอ่อนสุภาพ 12 จงต่อสู้อย่างเต็มกำลังความเชื่อ จงยึดชีวิตนิรันดร์ไว้ ซึ่งพระเจ้าทรงเรียกให้ท่านรับ ในเมื่อท่านได้รับเชื่ออย่างดีต่อหน้าพยานหลายคน 20 ทิโมธีเอ๋ย สิ่งที่เราบอกท่านแล้วนั้น จงรักษาให้ดี จงละเว้นการพูดที่ไร้สาระ และการขัดแย้งในความเห็นซึ่งสำคัญผิดว่าเป็นความรู้ 21 บางคนสำคัญผิดอย่างนั้น จึงได้พลาดไปจากจุดหมายของความเชื่อ ขอพระคุณจงดำรงอยู่กับท่านเถิด เงื่อนไขเดียวที่ท่านจะพบ+เต็มล้นในพระวิญญาณ คือแสวงหาจริงจัง + กระหายหิว เท่านั้น และถ้าท่านมาแบบเด็กๆ+ถ่อมใจ...ท่านพบแน่นนอน.. ..ไฟแห่งพระวิญญาณจะเจิมท่าน ความเย่อหยิ่งแบบโลก+รู้มากทางด้านศาสนา(...ที่ท่านคิดว่าท่านรู้แล้ว..)จะไม่มีทางพบพระวิญญาณได้....( เพราะพระวิญญาณบริสุทธิ์จะเป็นผู้ตัดสินเอง ว่าจิตใจท่านเป็นอย่างไร )... ที่เราต้องบอกแบบนี้..เพราะเราไม่อยากให้ท่านเสียเวลา(หลอกตัวเอง)...หยุดเย่อหยิ่ง เพราะพระเจ้าทำงาน ผ่าน พระวิญญาณบริสุทธิ์....เท่านั้น ไม่ใช่ฤทธิ์...ไม่ใช่แรง...แต่เป็นพระวิญญาณบริสุทธิ์...
จงขอซิขอแล้วจะได้.... จงหาซิแล้วจะพบ... จะเคาะซิแล้วจะเปิด...
ถ้าท่านต้องการการเปลี่ยนแปลง...เริ่มได้เดี๋ยวนี้...ขออันเชิญพระวิญญาณบริสุทธิ์แตะต้องชีวิตผู้เชื่อที่ต้องการพระองค์เถิด..บัดนี้พระวิญญาณบริสุทธิ์ผูกพันข้าพเจ้าและท่านแล้ว...ท่านจะมีชีวิตที่เต็มไปด้วยชัยชนะและเป็นยิ่งกว่าผู้พิชิต...อาเมน
จงกลับใจใหม่ และรับบัพติศมาในพระนามพระเยซูคริสต์ทุกคน เพื่อพระเจ้าจะทรงยกความผิดบาปของท่านเสีย แล้วท่านจะได้รับพระราชทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ " ( กจ3.38)เพราะพระเจ้ามิได้ประทานพระวิญญาณอย่างจำกัด ( ยน 3.33) เมื่อท่านได้รับการเต็มล้นในพระวิญญาณบริสุทธิ์...ท่านจะเห็นการอัศจรรย์ ( สำหรับคนที่เชื่อและกลับใจใหม่) (กจ3.19 ) เหตุฉะนั้น ท่านทั้งหลายจงหันกลับ และตั้งใจใหม่ เพื่อพระเจ้าจะทรงลบล้างความผิดความบาปของท่านเสีย........เพื่อวาระพักผ่อนหย่อนใจจะได้มาจากพระพักตร์พระเจ้า ."
พี่น้อง..ท่านจะต่อสู้กับปัญหาทุกอย่างในโลกนี้ได้ ก็ต่อเมื่อท่านได้เต็มล้นในพระวิญญาณบริสุทธิ์เท่านั้น เพราะว่าความต้องการของเนื้อหนังต่อสู้พระวิญญาณ และพระวิญญาณก็ต่อสู้เนื้อหนัง เพราะทั้งสองฝ่ายเป็นศัตรูกัน ดังนั้นสิ่งที่ท่านทั้งหลายปราถนาทำ จึงทำไม่ได้ .(กท5.17 ) พระเจ้าพระบิดาโปรดเติมลูกลูกของพระองค์ให้เต็มล้นในพระวิญญาณของพระองค์ด้วย...อาเมน เราจะเห็นพระสิริของพระเจ้าในยุคสุดท้ายนี้..โดยผ่านทางพระวิญญาณบริสุทธิ์... พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงทำพันธกิจทั้งอดีต...ปัจจุบัน..และอนาคต
พระเยซูประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ ( ลก4.1 )เหตุฉะนั้นเมื่อทรงเชิดชูพระองค์ขึ้นอยู่ที่พระหัตถ์เบื้องขวาของพระเจ้า และครั้นพระองค์ได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์จากพะบิดาตามพระสัญญา พระองค์ได้ทรงเทฤทธิ์เดชนี้ลงมาดังที่ท่านทั้งหลายได้ยิน และเห็นแล้ว ( กจ2.33 )อัครทูตจึงประกอบด้วยฤทธิ์เดชใหญ่ยิ่ง ( กจ4.33 )เขาเหล่านั้นก็ประกอบด้วยด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ จึงตั้งต้นพูดภาษาอื่นๆ ตามที่พระวิญญาณทรงโปรดให้พูด ( กจ2.4 )
พระเยซูได้เสด็จกลับไปด้วยฤทธิ์เดชแห่งพระวิญญาณ ยังแคว้นกาลิลี และกิตติศัพท์ของพระองค์เลื่องลือไปตามถิ่นโดยรอบ พระองค์ทรงสั่งสอนในธรรมศาลาของเขา และได้รับความสรรเสริญจากคนทั้งปวง ( ลก4.14-15 )
ยอห์นจึงตอบเขาทั้งหลายว่า "เราให้เจ้ารับบัพติศมาด้วยน้ำ แต่จะมีพระองค์หนึ่งเสด็จมาทรงมีอิทธิฤทธิ์ยิ่งกว่าเราอีก ซึ่งเราไม่คู่ควรแม้จะแก้สายฉลองพระบาทของพระองค์ พระองค์จะทรงให้เจ้าทั้งหลายรับบัพติศมาด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์และด้วยไฟ ( ลก3.16 )อยู่มาเมื่อคนทั้งปวงรับบัพติศมา และพระเยซูทรงรับด้วย ขณะเมื่อทรงอธิษฐานอยู่ ท้องฟ้าก็แหวกออก และพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงรูปสัณฐานเหมือนนกพิราบได้ลงมาบนพระองค์ และพระสุรเสียงมาจากฟ้าสวรรค์ว่า "ท่านเป็นบุตรที่รักของเรา เราชอบใจท่านมาก" ( ลก3.21-22 ) เมื่อเปโตรตริตรองเรื่องนิมิตนั้น พระวิญญาณก็ตรัสกับท่านว่า "ดูเถิด ชายสามคนมาหาเจ้า จงลุกขึ้นลงไปข้างล่างและไปกับเขาเถิด อย่าลังเลใจเลย เพราะว่าเราได้ใช้เขามา" (กจ10.19-20 )
คือเรื่องพระเยซูชาวนาซาเร็ธ ว่าพระเจ้าได้ทรงเจิมพระองค์ด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ และด้วยฤทธานุภาพอย่างไร และพระเยซูเสด็จไปกระทำคุณประโยชน์ และรักษาบรรดาคนซึ่งถูกมารเบียดเบียน เพราะว่าพระเจ้าทรงสถิตกับพระองค์ ( กจ10.38 )
เมื่อเปโตรยังกล่าวคำเหล่านั้นอยู่ พระวิญญาณบริสุทธิ์ก็เสด็จลงมาสถิตกับคนทั้งปวงที่ฟังพระวจนะนั้น ฝ่ายพวกที่ได้ เข้าสุหนัต ซึ่งเชื่อถือในพระเยซูเจ้า คือที่มาด้วยกันกับเปโตรก็ประหลาดใจ เพราะว่าพระเจ้าได้ทรงประทานพระวิญญาณบริสุทธิ์ ให้ลงมาบนคนต่างชาติด้วยเพราะเขาได้ยินคนเหล่านั้นพูดภาษาต่างๆ และยกย่องสรรเสริญพระเจ้า เปโตรจึงย้อนถามว่า "ใครอาจจะห้ามคนเหล่านี้ที่ได้รับพระวิญญาณบริสุทธิ์เหมือนเรา โดยมิให้เขารับบัพติศมาด้วยน้ำได้" เปโตรจึงสั่งให้เขารับบัพติศมาในพระนามของพระเยซูคริสต์ และเขาทั้งหลายได้ขอให้เปโตรยับยั้งอยู่กับเขาอีกสองสามวัน ( กจ10.44-48 )
เมื่อคนเหล่านั้นกำลังนมัสการองค์พระผู้เป็นเจ้าและถืออดอาหาร พระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ตรัสสั่งว่า "จงตั้งบารนาบัสกับเซาโลไว้สำหรับการซึ่งเราเรียกให้เขาทำนั้น" ( กจ13.2 ) เหตุฉะนั้น คริสตจักรตลอดทั่วแคว้นยูเดีย กาลิลี และสะมาเรียจึงมีความสงบสุขและเจริญขึ้น ประพฤติตนด้วยใจยำเกรงองค์พระผู้เป็นเจ้า และด้วยรับความหนุนใจจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ คริสตสมาชิกก็ยิ่งทวีมากขึ้น ( กจ 9.31 ) ปัจจุบันนี้เป็นยุคของ...พระวิญญาณบริสุทธิ์...พี่น้องคริสเตียน..และคริสตจักรทั้งหลาย..ท่านอย่ามองข้ามพระวิญญาณบริสุทธิ์...( เราเสียเวลามามากแล้ว )... ดูที่ผลของท่าน ถึงเวลาแล้วที่เราทุกคนจำเป็นต้องกลับใจใหม่แล้วหันมาพึ่งการงานของพระวิญญาณบริสุทธิ์กัน ถ้าท่านไม่สนใจ..ท่านจะทำสิ่งใดไม่ได้เลย ( ท่านจะไม่มีทางประสบความสำเร็จได้ถ้าท่านขาดการเจิมในฤทธิ์เดชของพระวิญญาณบริสุทธิ์ )
ประเทศชาติอยู่ในมือของเราทุกคน ถ้าปราศจากพระวิญญาณบริสุทธิ์ เราจะช่วยชาติได้อย่างไร คนไทยต้องการการช่วยเหลือจากพระเจ้า ( และมีพระผู้ช่วยคือพระวิญญาณบริสุทธิ์เท่านั้นที่จะช่วยได้ )
เราอยากบอกพี่น้องทุกท่านว่า หยุดพึ่งกำลังและเนื้อหนังของตัวเองได้แล้ว..เพราะปัญญาของมนุษย์ไม่สามารถแก้ปัญหาชีวิตตัวเองได้..และไม่สามารถช่วยให้ตัวเองหลุดออกจากบาปได้ ไม่สามารถช่วยให้จิตวิญญาณรอดพ้นจากบึงไฟนรกได้
ลองคิดดูดีดี....เวลานี้ยังไม่สาย.....พระวิญญาณบริสุทธิ์รอท่านทุกคนอยู่.......และถ้าท่านไม่เชื่อ..ท่านสามารถถาม พระเจ้า และพระเยซูคริสต์ได้..แล้วท่านจะได้คำตอบเอง..
ขอบพระคุณพระบิดา พระเยซูคริสต์..พระวิญญาณบริสุทธิ์.....ขอพระองค์ได้รับเกียติสูงสุด .....เอเมน
|