logo
English (United Kingdom)Thai (ภาษาไทย)

Saturday 04th ¥of September 2010

แหล่งที่มาอื่นๆ

ผู้ที่ออนไลน์ขณะนี้

เรามี 109 บุคคลทั่วไป ออนไลน์

แบบฟอร์มการเป็นสมาชิก




feed-image Feed Entries
Home
Welcome to the Frontpage
คนที่เต็มด้วยวิญญาณของเรา ความคิดของเราเป็นความคิดของเขา 5/9 PDF พิมพ์ อีเมล
เขียนโดย purifysoul   
วันศุกร์ที่ 03 กันยายน 2010 เวลา 20:05

สำหรับมนุษย์คนนั้นผู้ซึ่งเต็มด้วยพระวิญญาณของเรา

ความคิดต่างๆของเรานั้นกลายเป็นความคิดต่างๆของเขา

ตอนที่ 5/9

เนื้อหาก่อนหน้านี้ 4/9คลิก

      พระวิญญาณของเรานั้นเป็นพระวิญญาณของสติปัญญาของเราและความเข้าใจของเรา เป็นพระวิญญาณของการให้คำปรึกษาของเราและเป็นพลังฤทธานุภาพของเราและพระวิญญาณของความรอบรู้และเป็นความยำเกรงพระเจ้า (อิสยาห์ 11:1-3); สำหรับมนุษย์คนนั้นผู้ซึ่งเต็มด้วยพระวิญญาณของเรา ความคิดต่างๆของเรานั้นกลายเป็นความคิดต่างๆของเขา

       เจ้าคิดว่า ถ้าเขาเริ่มแรกไม่ได้เติมเต็มด้วยพระวิญญาณของพระเจ้า มนุษย์คนหนึ่งสามารถที่จะเต็มไปด้วยความจริงของเราไหม? ไม่มีอะไรที่เป็นสิ่งคอรัปชั่นในพระวิญญาณของเราและพระวิญญาณของเราเป็นของขวัญแก่เจ้า

       พระวิญญาณของเรานั้นสามารถที่จะสอนเจ้าเข้าสู่ความจริงทั้งมวล และเจ้าไม่มีความจำเป็นให้มนุษย์คนใดมาสอนเจ้าในความจริงของเรา (ยอห์น 16:13/I ยอห์น2:27), เพราะเราสัตย์ซื่ออย่างสม่ำเสมอต่อพวกเขาเหล่านั้นที่ได้เชื่อในคำพูดของเรา พวกเขาเหล่านั้นผู้ซึ่งได้ทูลขอถามให้เราได้สอนพวกเขาผ่านทางพระวิญญาณของเรา

       เราไม่ได้สอนผ่านคนที่ฉลาด อัจฉริยะมีสติปัญญา ไหวพริบ แต่แทนที่ด้วยผ่านทางการเปิดเผยที่มาจากพระวิญญาณแห่งความรู้และความเข้าใจ เข้าไปอยู่ในตัวเจ้า

1 เปโตร 1:18 ท่านรู้ว่า พระองค์ได้ทรงไถ่ท่านทั้งหลายออกจากการประพฤติอันหาสาระมิได้ ซึ่งท่านได้รับเป็นประเพณีต่อจากบรรพบุรุษของท่าน มิได้ไถ่ไว้ด้วยสิ่งที่เสื่อมสลายได้ เช่นเงินและทอง1:22 ที่ท่านทั้งหลายได้ชำระจิตใจของท่านให้บริสุทธิ์แล้ว ด้วยการเชื่อฟังความจริงโดยพระวิญญาณ จนมีใจรักพวกพี่น้องอย่างจริงใจ ท่านทั้งหลายจงรักกันให้มากด้วยน้ำใสใจจริง

อิสยาห์ 11:1 จะมีหน่อแตกออกมาจากตอแห่งเจสซี จะมีกิ่งงอกออกมาจากรากทั้งหลายของเขา 11:2 และพระวิญญาณของพระเยโฮวาห์จะอยู่บนท่านนั้น คือวิญญาณแห่งปัญญาและความเข้าใจ วิญญาณแห่งการวินิจฉัยและอานุภาพ วิญญาณแห่งความรู้และความยำเกรงพระเยโฮวาห์ 11:3 ความพึงใจของท่านก็ในความยำเกรงพระเยโฮวาห์ ท่านจะไม่พิพากษาตามซึ่งตาท่านเห็น หรือตัดสินตามซึ่งหูท่านได้ยิน

ยอห์น 16:13 เมื่อพระองค์ พระวิญญาณแห่งความจริงจะเสด็จมาแล้ว พระองค์จะนำท่านทั้งหลายไปสู่ความจริงทั้งมวล เพราะพระองค์จะไม่ตรัสโดยพระองค์เอง แต่พระองค์จะตรัสสิ่งที่พระองค์ทรงได้ยิน และพระองค์จะทรงแจ้งให้ท่านทั้งหลายรู้ถึงสิ่งเหล่านั้นที่จะเกิดขึ้น

1 ยอห์น 2:27 แต่การเจิมซึ่งท่านทั้งหลายได้รับจากพระองค์นั้นดำรงอยู่กับท่าน และท่านไม่จำเป็นต้องให้ใครมาสอนท่านทั้งหลาย เพราะว่าการเจิมนั้นสอนท่านให้รู้ทุกสิ่ง และเป็นความจริง ไม่ใช่ความเท็จ การเจิมนั้นได้สอนท่านทั้งหลายมาแล้วอย่างไร ท่านก็จงตั้งมั่นคงอยู่ในพระองค์อย่างนั้น

       เราสามารถที่จะเปิดความเข้าใจให้แก่เจ้า เพื่อที่จะเข้าใจข้อพระคำภีร์ (ลูกา 24:45)? เจ้าเชื่อไหมว่า เราจะยินดีในการกระทำสิ่งนี้แก่คนทั้งหมดได้เข้ามาไกล้เรา ทูลขอถามเราเพื่อที่จะสอนเขาเหมือนที่พระบิดาของบุตร ไม่ใช่หรือ  ?

       สิ่งใดที่บิดาผู้ซึ่งได้รักบุตรของเราไม่ได้ยินดีในการสอนบุตรของเขา?  บิดาทุกคนผู้ซึ่งรักบุตรของเขา นั้นยินดีที่จะสอนบุตรของเขา เพื่อที่จะให้เขา(บุตร)นั้นเหมือนกับบิดาของเขาไม่ใช่หรือ ?

ลูกา 24:45 ครั้งนั้น พระองค์ทรงบันดาลให้ใจเขาทั้งหลายเกิดความสว่างขึ้นเพื่อจะได้เข้าใจพระคัมภีร์

       เจ้าได้รู้ว่าสิ่งที่เขียนไว้ว่ามนุษย์นั้นได้มีความรู้ แต่ไม่มีความจริงในตัวอักษรของพระคำ,คำต่างๆ ที่ซึ่งได้ออกแบบออกมาจากความคิดเห็นของมนุษย์ (I โครินธ์ 8:1,2). เป็นไปได้ไหมที่ความรู้ในฝ่ายเนื้อหนังหรือธรรมชาติของความเข้าใจ หรือสติปัญญาของโลกนี้นั้นจะมีพลังฤทธานุภาพ ที่จะปลดปล่อยเจ้าจากความตายที่ซึ่งเป็นกฏปกครองอยู่เหนือความคิดฝ่ายเนื้อหนัง (โรม 8:6) เห็นไหมว่ามีสามสิ่งที่ได้เป็นองค์ประกอบที่สำคัญ จากทั้งหมดที่ออกมาจากของความคิดในฝ่ายเนื้อหนัง?

       บุตรของมนุษย์เอ๋ย เจ้าไม่รู้จักว่ามนุษย์ที่ใช้ความฉลาด สติปัญญา, ไหวพริบที่ดีที่สุดของเขาที่ซึ่งออกมาจากทฤษฎีเนื้อหนังสามสิ่งนี้มาเป็นหลักปฏิบัติ ไม่เคยสามารถที่จะจำนนกับสิ่งใดมากไปกว่าความคิดเห็นนั้น เจ้าไม่รู้จักหรือว่าไม่มีความคิดเห็นของมนุษย์ที่จะตกลงเห็นด้วยกับความจริงของพระเจ้า เห็นไหมว่าสิ่งเหล่านั้นเขาออกมาจากความคิดต่างๆของตัวตนพวกเขาเอง

        มนุษย์โดยธรรมชาตินั้นพึ่งพาอาศัย ความเข้าใจของตัวตนของพวกเขาเองและเชื่อวางใจในสติปัญญาที่ได้มอบการตีความหมาย จากสายตามมุมมองของพวกเขาเองไม่ใช่หรือ ? ใครเป็นเขาที่ชี้แจงแสดงความคิดเห็นของตัวตนของเขา ที่ไม่ได้เชื่อว่ามีความจริงอยู่ในสิ่งที่เขาได้พูด ? เจ้าไม่เห็นหรือว่าความคิดเห็นนั้นไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าการการปลอมแปลง, การหลอกลวง  การแอบซ่อน, การปลอมตัวนั้นไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าการลอกเลียนแบบที่ได้สร้างการปกปิดเป็นความลับ เป็นการหลงลืมที่สิ่งที่ปิดบังซ่อนเร้นที่อยู่ภายใน  ?

1 โครินธ์ 8:1 แล้วเรื่องของที่เขาบูชาแก่รูปเคารพนั้น เราทั้งหลายทราบแล้วว่าเราทุกคนต่างก็มีความรู้ ความรู้นั้นทำให้ลำพอง แต่ความรักเสริมสร้างขึ้น 8:2 ถ้าผู้ใดถือว่าตัวรู้สิ่งใดแล้ว ผู้นั้นยังไม่รู้ตามที่ตนควรจะรู้

โรม 8:6 ด้วยว่าซึ่งปักใจอยู่กับเนื้อหนังก็คือความตาย และซึ่งปักใจอยู่กับพระวิญญาณก็คือชีวิตและสันติสุข

        เจ้าเห็นไหมว่า อิสราเอลได้หลงลืมความจริงของเราอย่างไร ได้จัดตั้งความชอบธรรมของพวกเขาเองโดยการประยุกต์ความคิดของพวกเขาทั้งหลายเข้ามาในคำพูดต่างๆของเรา(โรม10:2,3)?  เขาสามารถที่จะจัดตั้งความถูกต้องชอบธรรมอื่นใดขึ้นมา นอกจากสิ่งที่ออกมาจากตัวอักษรของพระคำ เห็นไหมว่าพวกเขาได้ตาบอดโดยการใช้สติปัญญาของตัวเองเพื่อที่จะเห็นความชอบธรรมถูกต้องของความจริงของเรา (II โครินธ์ 3:14-17)?.

        บุตรของมนุษย์เอ๋ย เจ้าไม่รู้จักหรือว่า พวกเขาเหล่านั้นได้ดำเนินชีวิต ตามตัวอักษรของพระคำ พวกเขาไม่ได้ดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณของเรา และเห็นไหมว่าพวกเขาไม่ได้ดำเนินชีวิตตามพระวิญญาณ พวกเขาไม่ได้ยอมจำนนต่อความปรารถนาของพระวิญญาณของเรา แต่ทำตามความปรารถนาเหล่านั้นที่ซึ่งเป็นของปีศาจซาตาน (ยอห์น 8:44).

โรม 10:2 ข้าพเจ้าเป็นพยานให้เขาว่า เขามีความกระตือรือร้นที่จะปรนนิบัติพระเจ้า แต่หาได้เป็นตามปัญญาไม่ 10:3 เพราะว่าเขาไม่รู้จักความชอบธรรมของพระเจ้า แต่อุตส่าห์จะตั้งความชอบธรรมของตนขึ้น เขาจึงไม่ได้ยอมอยู่ในความชอบธรรมของพระเจ้า

2 โครินธ์ :14 แต่จิตใจของเขาก็มืดบอดไป เพราะตลอดมาจนถึงทุกวันนี้ เมื่อเขาอ่านพันธสัญญาเดิม ผ้าคลุมนั้นยังคงอยู่มิได้เปิดออก แต่ผ้าคลุมนั้นได้เปิดออกแล้วโดยพระคริสต์ 3:15 แต่ว่าตลอดมาถึงทุกวันนี้ ขณะใดที่เขาอ่านคำของโมเสส ผ้าคลุมนั้นก็ยังปิดบังใจของเขาไว้

ยอห์น 8:44 ท่านทั้งหลายมาจากพ่อของท่านคือพญามาร และท่านใคร่จะทำตามความปรารถนาของพ่อท่าน มันเป็นฆาตกรตั้งแต่เดิมมา และมิได้ตั้งอยู่ในความจริง เพราะความจริงมิได้อยู่ในมัน เมื่อมันพูดมุสามันก็พูดตามสันดานของมันเอง เพราะมันเป็นผู้มุสา และเป็นพ่อของการมุสา 3:16 แต่เมื่อผู้ใดหันกลับมาหาองค์พระผู้เป็นเจ้า ผ้าคลุมนั้นก็จะเปิดออก 3:17 บัดนี้องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงเป็นพระวิญญาณนั้น และพระวิญญาณขององค์พระผู้เป็นเจ้าทรงอยู่ที่ไหน เสรีภาพก็มีอยู่ที่นั่น

        มีเพียงพระวิญญาณความจริงของคำของเรา ได้มีฤทธานุภาพเพื่อที่จะปลดปล่อยเจ้าออกจาก ความปรารถนาที่กำเนิดจากตัวอักษรของพระคำ (ยอห์น 8:31,32).  อย่าลืมว่าที่ซึ่งเขียนไว้ว่า นั้นเป็นเพราะตัวอักษรที่ซึ่งได้ฆ่าหรือไม่? เมื่อพวกเขาหน้าซื่อใจคต ได้นำผู้หญิงคนหนึ่งที่ถูกจับในการล่วงประเวณีมาอยู่ต่อหน้าเรา พวกเขาทั้งหมดไม่ได้มองหาจังหวะนี้เหมือนเป็นโอกาสที่จะแสดงความพอใจกับความปรารถนาที่เป็นของพวกปีศาจหรอกหรือ (ยอห์น 8:1-12)?

       เจ้ารู้จักว่าพวกปีศาจนั้นได้ดำรงอยู่ในความพึงพอใจของความปรารถนาของตัวเขาเองเท่านั้น ความปรารถนาที่ได้กล่าวโทษ เพื่อที่จะจับผิด เพื่อที่จะสาปแช่ง เพื่อที่จะทำลาย เพื่อที่จะฆ่า ไม่ว่าจะเป็นการฆ่าดาบ หรือโดยดาบจากลิ้น

ยอห์น 8:31 พระเยซูจึงตรัสกับพวกยิวที่เชื่อในพระองค์แล้วว่า "ถ้าท่านทั้งหลายดำรงอยู่ในคำของเรา ท่านก็เป็นสาวกของเราอย่างแท้จริง 8:32 และท่านทั้งหลายจะรู้จักความจริง และความจริงนั้นจะทำให้ท่านทั้งหลายเป็นไทย"

ยอห์น 8:1 แต่พระเยซูเสด็จไปยังภูเขามะกอกเทศ 8:2 ในตอนเช้าตรู่พระองค์เสด็จเข้าในพระวิหารอีก และคนทั้งหลายพากันมาหาพระองค์ พระองค์ก็ประทับนั่งและสั่งสอนเขา 8:3 พวกธรรมาจารย์และพวกฟาริสีได้พาผู้หญิงคนหนึ่งมาหาพระองค์ หญิงผู้นี้ถูกจับฐานล่วงประเวณี และเมื่อเขาให้หญิงผู้นี้ยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชน 8:4 เขาทูลพระองค์ว่า "พระอาจารย์เจ้าข้า หญิงคนนี้ถูกจับเมื่อกำลังล่วงประเวณีอยู่ 8:5 ในพระราชบัญญัตินั้นโมเสสสั่งให้เราเอาหินขว้างคนเช่นนี้ให้ตาย ส่วนท่านจะว่าอย่างไรในเรื่องนี้"

8:6 เขาพูดอย่างนี้เพื่อทดลองพระองค์ หวังจะหาเหตุฟ้องพระองค์ แต่พระเยซูทรงน้อมพระกายลงเอานิ้วพระหัตถ์เขียนที่ดิน เหมือนดั่งว่าพระองค์ไม่ได้ยินพวกเขาเลย 8:7 และเมื่อพวกเขายังทูลถามพระองค์อยู่เรื่อยๆ พระองค์ก็ทรงลุกขึ้นและตรัสกับเขาว่า "ผู้ใดในพวกท่านที่ไม่มีบาป ก็ให้ผู้นั้นเอาหินขว้างเขาก่อน"

8:8 แล้วพระองค์ก็ทรงน้อมพระกายลงและเอานิ้วพระหัตถ์เขียนที่ดินอีก 8:9 และเมื่อเขาทั้งหลายได้ยินดังนั้น จึงรู้สำนึกโดยใจวินิจฉัยผิดชอบ เขาทั้งหลายจึงออกไปทีละคนๆ เริ่มจากคนเฒ่าคนแก่จนหมด เหลือแต่พระเยซูตามลำพังกับหญิงที่ยังยืนอยู่ที่นั้น

8:10 เมื่อพระเยซูทรงลุกขึ้นแล้ว และมิได้ทอดพระเนตรเห็นผู้ใด เห็นแต่หญิงผู้นั้น พระองค์ตรัสกับนางว่า "หญิงเอ๋ย พวกเขาที่ฟ้องเจ้าไปไหนหมด ไม่มีใครเอาโทษเจ้าหรือ"8:11 นางนั้นทูลว่า "พระองค์เจ้าข้า ไม่มีผู้ใดเลย" และพระเยซูตรัสกับนางว่า "เราก็ไม่เอาโทษเจ้าเหมือนกัน จงไปเถิด และอย่าทำบาปอีก"

8:12 อีกครั้งหนึ่งพระเยซูตรัสกับเขาทั้งหลายว่า "เราเป็นความสว่างของโลก ผู้ที่ตามเรามาจะไม่เดินในความมืด แต่จะมีความสว่างแห่งชีวิต"

         เจ้ารู้จักสิ่งที่ซึ่งเขียนไว้ เขาที่ได้พูดว่าเขาได้อยู่ในแสงสว่างและเกลียดชังหรือคิดไปในทางชั่วร้ายของพี่น้องของเขา นั้นยังคงอยู่ในความมืด เขาที่รักพี่น้องได้อยู่ท่ามกลางแสงสว่าง และไม่มีจังหวะโอกาสที่จะสามารถที่กระทำให้ตัวเองกระทำผิดพลาด

        แต่เขาที่ได้เกลียดชังพี่น้อง นั้นอยู่ในความมืดและดำเนินชีวิตอยู่ในความมืดและไม่ได้รู้จักสถานที่ที่เขากำลังจะไป เพราะว่าความมืดได้มืดบอดสายตาของเขา (I ยอห์น 2:9-11). ความมืดจะมืดบอดสายของเขาทั้งหลายอย่างไรถ้าไม่ใช่สิ่งนั้นที่ดูเหมือนความสว่างโดยตัวอักษรของพระคำ ?

         เจ้าเห็นความหน้าซื่อใจคต ได้คอรัปชั่นพระคำของเราด้วยธรรมชาติความรู้สึกนึกคิดอย่างไร ? จากนั้นสามารถจะใช้ตัวอักษรของพระคำเพื่อเป็นความพึงพอใจ ในความปรารถนาที่คอรัปชั่นซึ่งอยู่ภายในพวกเขา เหมือนกันกับที่ตัวซาตานเองได้กระทำด้วยเช่นกัน ?

        ไม่ได้เขียนไว้หรือว่า ซาตาน ในช่วงเวลาขณะนี้ได้ยืนอยู่ต่อหน้าพระบัลลังก์ของพระเจ้าจับผิดและกล่าวโทษต่อธรรมิกชนต่อหน้าเรา ทั้งกลางวันและกลางคืน (วิวรณ์ 12:10)? เจ้าคิดหรือว่า ซาตานเชื่อว่าเขาได้เสียเวลาของเขา ในการกระทำสิ่งนี้ที่เขากำลังกระทำอยู่ ? เจ้าเชื่อหรือว่า คนยิวได้คิดว่าพวกเขาได้กระทำสิ่งต่างๆซึ่งไม่ได้ถูกต้องในสายพระเนตรของพระเจ้า ? NEXT

แก้ไขล่าสุด ( วันอาทิตย์ที่ 05 กันยายน 2010 เวลา 01:15 )